วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557

ขายแซนวิชมันไม่ผิดหรอกครับ

พ่อโทรมาคุยด้วยในรอบประมาณ20วัน
ไม่ได้ห่วงที่เห็นผมหายไปนาน
แต่เพราะไปเห็นหลานชายแกยืนขายแซนวิชอยู่ ซึ่งพ่อแกก็คงจะคุยด้วยและถามนู่นนี่ตามประสา
แกเป็นห่วงมัน ก็เลยโทรหาผมเพื่อให้ช่วยหางาน หรือหาวิธีที่ให้การงานของมันดูมั่นคงหน่อย

แต่คำตอบที่ได้จากผม คือผมเคยคุยกะมันแล้ว รวมถึงเมียมันด้วย เคยคุยกันว่า เอ่อ...มึงขายแซนวิชนะดีแล้ว อย่ากลับเข้ามาทำงานบริษัทเอกชนอีกเลย แม่งมันเป็นขี้ข้าเขา ทำยังไงบริษัทมันก็ไม่เลี้ยงให้เราเจริญหรอก ทนขายแซนวิชเป็นนายตัวเองสบายใจตายห่า สมองปลอดโปร่ง ทำเท่าไหนก็ได้เท่านั้น จะได้มีเวลาไปคิดการอื่นเพื่อเป็นเจ้านายตัวเอง ให้ดียิ่งขึ้น เป็นขี้ข้าเขาทำยังไงมันก็ไม่ได้ตัวเองหรอก
แล้วผมยังตบท้ายกับพ่ออีกว่า ถ้าคิดได้ตั้งนานแมร่งผมออกไปเป็นทนายอาชีพตั้งนานแล้ว ไม่อยู่ให้เครียดคอยเดาอารมย์เจ้านายหรอก
แต่ก็นั่นล่ะ เลือกเดินมาแล้วก็ไม่คิดจะกลับหลังเหมือนกัน
สุดท้าย...พ่อเลยตอบว่า เออเออ ก็ตามนั้นแหละ ขายแซนวิชก็ดีแล้ว
ปล.แซนวิชของมัน ผมกินแล้ว มันทำแซนวิชเพื่อสุขภาพ ขนมปังโฮลวีต ผมว่ามันขายได้นะ อร่อยดี กินไปหมดไปคนมันก็ซื้อทุกวัน


posted from Bloggeroid

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

ริจะเป็นทนาย "จะติดคุก ก็ต้องติดเพราะมือตัวเอง" #ทนายแจ็ค

ริจะเป็นทนาย "จะติดคุก ก็ต้องติดเพราะมือตัวเอง" นี่คือประโยคที่ผมสอนลูกน้องค่อนข้างจะบ่อย ผมต้องการให้พวกเขารู้จักระมัดระวังตัว มีความละเอียดถี่ถ้วนในการทำงาน เพราะงานประเภทเรามันมีวิชาชีพอยู่ในตัวของมันเอง แม้แต่คำพูดหรือตัวหนังสือที่เราเขียนก็คือวิชาชีพ จะทำงานโดยฟังเขามา หรือคนอื่นทำให้นี่ไม่ได้ ต้องตรวจสอบต้องทานความถูกต้องอยู่เสมอ ผิดพลาดไปแม้เล็กน้อย อาจไม่มีโอกาสแก้ตัว



โดยวิธีการทำงาน ผมมั่นใจในตัวเองสูง ไม่ว่ามีงานอะไร จะหนักจะเบา ไปมีอะไรยากเกินจะทำ และถึงแม้จะเป็นหัวหน้าคนแล้ว แต่ก็มักจะทำงานเองแทบทุกอย่าง ด้วยถือคติอย่างที่ว่า ไม่ค่อยอยากไว้วางใจใคร และถึงแม้ผมจะทำงานได้รวดเร็วและเป็นระบบ แต่มันก็มีจุดอ่อนคือ ทำอย่างไรก็ไม่ทัน ด้วยเนื้องานที่ค่อนข้างเยอะและยิ่งได้รับความไว้วางใจซึ่งมาพร้อมกับปัญหาที่เพิ่มมาตลอด ชนิดที่ว่า นึกอะไรไม่ออกก็บอกผม ซึ่งผมก็รับทำโดยไม่ตัดพ้อ และปฏิเสธงาน

และนั่นก็คือการเพิ่มจุดอ่อนขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งวิธีแก้ปัญหาของผมก็คือ ทำงานให้หนักขึ้น เพราะยังถือคติ "ไม่อยากติดคุกเพราะน้ำมือคนอื่น" แล้วมันก็ยิ่งเกิดปัญหาขึ้น เพราะหน้าที่ผมต้องบริหารงานบุคคลซึ่งมีทั้งทนายและเตรียมจะเป็นทนายความเป็นหลัก คือต้องใช้คนให้เป็นและทำงานให้ได้โดยความรับผิดชอบของพวกเขาเอง ไม่ใช่ผมลงมือทำด้วยตัวเอง



แล้วมันก็มาถึงวันที่ผมโดนกดดันให้ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานโดยการมอบหมายงานจนทำเองไม่ไหว เลยต้องถอยออกมาดูความเป็นไปของงานผ่านเหล่าบรรดาลูกน้องและว่าที่ทนายความทั้งหลาย โดยให้เป็นไปตามคำแนะนำหรือคำสั่งของผู้ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของผมอีกลำดับ แต่ทำไงดีในเมื่องานผมมันงานมีวิชาชีพ ทุกช่องทางที่ไม่ผ่านมือผม นั่นคือโอกาสผิดพลาดได้ตลอด แต่จะให้ลงมือเองซะหมดก็ไม่ไหวจะเคลียร์ละ เมื่อมองเห็นงานด้านไหนก็ปัญหา จุดที่ผมยืนอยู่คืองานจุดสุดท้ายของบริษัทแล้ว ไม่มีใครแก้ปัญหาต่อจากผมอีก หลุดจากผมนี่คือไม่มีอีกแล้ว หาคนระวังหลังให้ไม่มีเหมือนดั่งหัวหน้างานคนอื่น




"จะติดคุก ก็ต้องติดเพราะมือตัวเอง" คำนี้ที่ใช้สอนลูกน้อง คำนี้ในวันนี้มันดังก้องในหัว พร้อมกับสร้อยท้ายว่า "กูว่าแล้ว"
วิชาชีพทนาย มันไว้ใจใครไม่ได้จริงๆ
คำว่า ปฏิเสธงาน ไม่เคยมีสำหรับผม รับมาหมดตามเมตตา แต่เมื่อมากจนล้นก็ต้องวางใจให้คนอื่นทำตามบรรดาเจ้านายสั่ง
แล้วไงละทีนี้ งานที่ผมว่าง่ายที่สุดแต่เมื่อไม่ได้ผ่านมือผมเอง กลับมาสร้างปัญหาได้มากที่สุดในรอบ 11 ปี แห่งการทำงาน แล้วจะมีใครโดดมาช่วยหรือรับผิดชอบร่วมกับผมบ้างครับ#กูว่าแล้ว...ริจะเป็นทนาย "จะติดคุก ก็ต้องติดเพราะมือตัวเอง"


posted from Bloggeroid