แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พฤติพงศ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พฤติพงศ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เรื่องขำๆของความเชื่อ

เรื่องขำๆของความเชื่อ

ผมมีโอกาสได้พาคุณแม่ไปเที่ยววัดถ้ำเสือ จังหวัดกาญจนบุรี [http://www.comingthailand.com/kanchanaburi/wat-thamsua.html]
ตามประสาชาวพุทธ
มีเรื่องที่อยากจะเล่า คือเรื่องของความเชื่อ

ที่วัดถ้ำเสือ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาหัวโล้น เมื่อเดินขึ้นบันไดไปแล้ว100กว่าขั้น บนยอดเขาที่ตั้งวัด ต้นไม้มีไม่ถึง20ต้น

ณ จุดหนึ่งมีบ่อน้ำ 1บ่อ ซึ่งทางวัดสร้างขึ้นมาประมาณว่าเป็นบ่อน้ำซึ่งมีน้ำซึมจากยอดเขา เป็นบ่อน้ำหรือน้ำมนต์ศักสิทธิ์ มีป้ายให้สาธุชนท่องบทสวดคาถา ขอพร หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ผมมองดูในบ่อแล้ว คงไม่ใช่น้ำที่ซึมจากยอดเขาแน่ๆ ยังไงก็น้ำประปาซึ่งทางวัดคงทำระบบปล่อยน้ำไว้  ให้น้ำไหลออกมาตามระดับน้ำของมัน

แต่ยังไงก็แล้วแต่ ยังไงก็ถือซะว่าคือน้ำมนต์เหมือนตามวัดต่างๆนั่นแหละ
แต่เรื่องที่จะเล่า ก็คือเรื่องที่ วัดนี้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติไปเที่ยวชมค่อนข้างมาก เพราะเป็นวัดที่มีความสวยและแปลกอีกแห่งหนึ่งของประเทศเลยก็ว่าได้
ผมเดินไปถึงจุดที่บ่อน้ำตั้งอยู่ สิ่งที่เห็นคือ ไม่รู้ใครไปบอกฝรั่งว่าเป็นบ่อน้ำศักสิทธิ์ ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ตามความเชื่อคนไทย

เอาซิครับ...คราวนี้ ฝรั่งตักน้ำมาล้างหน้า พรมหัว ดื่มกิน แบ่งกันทั้งชายหญิง กินกันใหญ่ ทั้งที่เขาเหล่านั้นไม่ได้นับถือศาสนาพุทธแน่ ! และก็คงไม่ได้มีความเชื่อในเรื่องแบบนี้แน่ๆ แต่ก็ไหนๆแล้ว มาถึงทั้งที เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม

ผมดูแล้วก็อดขำไม่ได้ ถึงความน่ารักของฝรั่ง แต่ก็อยากเตะไอ้คนไปหลอกเขานี่แหละ ไม่รู้ไปบอกให้เอามาดื่มได้ยังไง เพราะคนไทย ยังแค่เอามาล้างมือ หรือพรมหัวเท่านั้นเอง มองดูในบ่่อน้ำก็ไม่น่าจะสะอากพอที่จะเอามาดื่มได้

ซ้ำกว่านั้น พักนึง มีเจ๊ ! คนหนึ่งเดินมา แล้วก็ตามประสาคนแก่ ที่บนปากบ่อน้ำ มีท่อนไม้แห้งๆอยู่ท่อนหนึ่ง ไม่รู่ใครเอาพวงมาลัยไปคล้องไว้หลายพวง
เจ๊ ! แกเดินมา ตักน้ำในบ่อศักสิทธิ์รดตอไม้ซะเลย ประมาณหนึ่งเป็นพิธีกรรม หรือวิธีขอพร

คราวนี้ล่ะ นักท่องเที่ยวน่าจะชาวเอเชีย ทำตามเลย ไม่ตักกินแล้ว แต่ตักน้ำรดท่อนไม้กันใหญ่ กลายเป็นพิธีกรรมศักสิทธิ์ไปซะงั้น
ผมเลยขำหนักกว่าเก่า...เลยถามเจ๊ ! แกไปว่า
ผม : แม่...เอาน้ำไปรดท่อนไม้ทำไม
แม่ : เห็นมันแห้งๆอยากให้ชุ่มชื่น(พร้อมหัวเราะ)

แล้วดูสิ่งที่แม่ผมทำ กลายเป็นพิธีศักสิทธิ์ซะงั้น
นักท่องเที่ยวยืนต่อคิวรอตักน้ำรดท่อนไม้...555

วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2558

รุ่นใหญ่ให้กำลังใจกัน # ทนายแจ็ค

*เมื่อคราวทำงานครบวาระ 11 ปี ที่
บริษัท ซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด ไฟแนนท์ในตำนาน
ยังจำได้ อยู่ฝ่ายกฎหมาย ทำงานตั้งแต่
วิ่งส่งเอกสาร เป็นเสมียนทนาย คัดเอกสาร ติดต่อราชการทั้งเขต ศาล ที่ดิน กรมบังคับคดี ยังจำได้
จนพัฒนาตัวมาทำงานบังคับคดี ได้ใบอนุญาตให้เป็นทนายความ จนมาเป็นหัวหน้าหรือลูกพี่คน
คดีบังคับคดีผ่านมือมาเกือบหมื่น ตามหนี้ ยึดทรัพย์ บังคับคดี สนองคุณบริษัท ยึดทรัพย์เองน่าจะเกินร้อย แต่ที่สั่งให้เขาทำน่าจะหลายพัน จบคดีน่าจะครึ่งหมื่น

*ทำงานทำคดีอย่างไรก็ไม่เคยให้พลาด ด้วยระมัดระวังตัวไว้เสมอ
แต่จนแล้วจนรอด เมื่อตอนทำงานครบ11ปี ความผิดพลาดก็เข้ามาเยือน ทุกสิ่งเกิดจากคำว่า
"ประมาท"คำเดียว เป็นคดีที่แก้ไม่ตก ซึ่งถึงจะจัดการปัญหาเสร็จสิ้นได้แล้ว
แต่มันคือบาดแผลของคนอย่างผม
จนไอ้น้องชาย มันแท็ก คลิปยูทูป มาให้ดู

*ผมนี่นั่ง...อ่านเลย* เพราะแปลไม่ออก
โจโฉพูดได้โดนใจมาก ตัดมาให้ดูกัน: http://youtu.be/ddKcF2DGmhI

*พอจะถอดใจความมาให้อ่านกัน*

หัวหน้ากองทหารก็เหมือนหมอ ทุกครั้ง...
ที่รักษาคนไข้ ยิ่งรักษาก็จะยิ่งเก่งขึ้น พูดอีกอย่างก็คือ ยิ่งคนตาย จากการรักษาผิดพลาด หมอจะเรียนรู้มากขึ้น

ถ้าหัวหน้ากองทหารไม่เคยพ่ายแพ้
เขาจะรู้ได้ยังไงว่ารบยังไงถึงจะชนะ?
ในโลกนี้ไม่มีใครที่ไหนหรอก ที่จะรบชนะตลอด
คนที่ไม่ถอดใจเท่านั้น,
ถึงจะแข็งแกร่งขึ้นและได้พบกับชัยชนะที่แท้จริง

ทหารแปดแสนสามหมื่นคนของเราบุกกังตั๋ง
แต่เราแพ้ให้กับทัพซุนและเล่าปี่ ที่มีแค่หกหมื่น
ทำไม? ข้าคิดหาเหตุผลมาตลอด

ช่วงหลายปีมานี้เราทำศึกชนะมาตลอด
ทหารเริ่มลำพอง,แม่ทัพเริ่มเกียจคร้าน
เราจึงพาดูถูกคู่ต่อสู้
ข้ามองไม่ออกแม้กระทั่งแผนแปรพักตร์ง่ายๆ
เพราะงั้นแผนใช้ไฟของกังตั๋งจึงได้ผล
และก็เป็นแบบที่เห็น

ข้าคิดว่าถึงเวลาแล้วที่พวกเราต้องลิ้มรสความ
พ่ายแพ้บ้าง
การล้มเหลวเป็นเรื่องดี
ความล้มเหลว สอนให้รู้วิธีประสบความสำเร็จ
ความล้มเหลว สอนให้รู้ว่าจะเอาชนะยังไง
ความล้มเหลว สอนให้เรารู้ว่าจะรวมแผ่นดินยังไง

ถ้าคนเราอยากประสบความสำเร็จ
เขาต้องรู้ว่าตอนไหนต้องเดินหน้า หรือปล่อยวาง

การทำสงครามก็เช่นกัน คนเราต้องชนะได้
และรับความพ่ายแพ้ได้

แม้เราจะพบกับความพ่ายแพ้ที่ผาแดง
แต่ดินแดนของเรา ไม่ได้เสียหายอะไรเลย
เรายังมีเมืองของเราครบ
มณฑลทั้งสี่ เมืองต่างๆ,กองทัพที่เหลือ,
ประชาชน,ภาษีที่เก็บได้
ยังมีมากกว่าซุนกับเล่ารวมกันมากมายนัก
ราชสำนักยังอยู่ที่ฉูฉาง และยังเป็นของเรา
แต่ซุนกับเล่าละ มีอะไร?
ในยามคับขัน พวกเขาจะร่วมมือกัน ต่อสู้ศัตรู
แต่เมื่อได้รับชัยชนะแล้ว พวกเขาจะระแวงกัน
และวางแผนเข้าใส่กันเอง อย่างเช่น
ถ้าเกิดจิวยี่และจูเก่อเหลียง ร่วมแรงร่วมใจกันแบบจริงใจ มีหรือที่ พวกเราทั้งหมดจะรอดชีวิตกันมาได้...?

นั่งดูคลิปแล้วอ่านจนจบ
*ผมนี่ลุกขึ้น..พนมมือสาธุ สาธุ สาธุ เลย*


*เฮ้ย! นี่มันตรงจริงๆ ถึงแม้ผมจะไม่ใช่โจโฉ หรือขุนทหารของโจโฉ และนี่ก็เป็นเพียงแค่บทในซีรี่ย์ สามก๊ก 2010 แต่คำกล่าวของโจโฉ นั่งอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ ซ้ำไปซ้ำมา ครั้งนี้มันเตือนสติได้จริงๆ
นั่งดู นั่งอ่านแล้ว รู้สึกกลับมามีพลังอีกครั้ง


*เหตุความผิดพลาดนี้ เตือนสติผมขึ้นได้มาก
ได้เรียนรู้กับตัวเอง รู้ว่าใครมิตร และใครคิดไม่ดี
และสอนให้ผมเรียนรู้จากความผิดพลาด และเรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองต่อไป อย่างไร ทั้งได้มองย้อนกลับไปดูที่จุดเริ่มต้นของตัวเอง

เราทำอะไรอยู่..และเราต้องการอะไร.. แล้วเราจะทำเช่นไร..อย่างไร..ต่อไป..


***ในปีนี้ และปีต่อๆไป จะเป็นปีที่มีแต่การเรียนรู้ และปีแห่งความก้าวหน้า พัฒนาตนเอง
ความประมาท ผิดพลาดไม่ให้มีซ้ำรอย

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ทนายแจ็ค สู้สิบทิศ

"บางสิ่งที่กูไม่รู้
   ไม่ใช่เพราะความไม่รู้
     แต่เพราะกูเลือกที่จะรู้"
วิชาชีพทนายความ มันแปลกกว่าวิชาชีพอื่นๆ อย่างเช่นหมอ หรือวิศวะ ก็ตรงที่ มันไม่มีการแยกความชำนาญเฉพาะทางเอาไว้ ว่าทนายความแต่ละท่านแต่ละคน ชำนาญหรือเชี่ยวชาญกฎหมายหรืองานด้านไหน ทั้งที่กฎหมายของประเทศไทยเรา มีไม่รู้กี่ร้อยกี่พันฉบับ

ประชาชนคนทั่วไป จึงมักคิดไปเองเสมอว่า เมื่อได้ชื่อว่า"ทนายความ"แล้ว ย่อมสมควรรู้และตอบหรือแก้ปัญหาให้ได้ทุก
เรื่องเกี่ยวกับด้านกฎหมาย

ดังนั้น จงอย่าคิดไปเอง ว่าทนายจะแก้ปัญหาให้ได้ทุกเรื่อง และต้องรู้ทุกเรื่อง
  การเลือกใช้ทนายที่มีความรู้ความชำนาญเฉพาะด้าน หรือเฉพาะทาง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
#ทนายความ

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

ริจะเป็นทนาย "จะติดคุก ก็ต้องติดเพราะมือตัวเอง" #ทนายแจ็ค

ริจะเป็นทนาย "จะติดคุก ก็ต้องติดเพราะมือตัวเอง" นี่คือประโยคที่ผมสอนลูกน้องค่อนข้างจะบ่อย ผมต้องการให้พวกเขารู้จักระมัดระวังตัว มีความละเอียดถี่ถ้วนในการทำงาน เพราะงานประเภทเรามันมีวิชาชีพอยู่ในตัวของมันเอง แม้แต่คำพูดหรือตัวหนังสือที่เราเขียนก็คือวิชาชีพ จะทำงานโดยฟังเขามา หรือคนอื่นทำให้นี่ไม่ได้ ต้องตรวจสอบต้องทานความถูกต้องอยู่เสมอ ผิดพลาดไปแม้เล็กน้อย อาจไม่มีโอกาสแก้ตัว



โดยวิธีการทำงาน ผมมั่นใจในตัวเองสูง ไม่ว่ามีงานอะไร จะหนักจะเบา ไปมีอะไรยากเกินจะทำ และถึงแม้จะเป็นหัวหน้าคนแล้ว แต่ก็มักจะทำงานเองแทบทุกอย่าง ด้วยถือคติอย่างที่ว่า ไม่ค่อยอยากไว้วางใจใคร และถึงแม้ผมจะทำงานได้รวดเร็วและเป็นระบบ แต่มันก็มีจุดอ่อนคือ ทำอย่างไรก็ไม่ทัน ด้วยเนื้องานที่ค่อนข้างเยอะและยิ่งได้รับความไว้วางใจซึ่งมาพร้อมกับปัญหาที่เพิ่มมาตลอด ชนิดที่ว่า นึกอะไรไม่ออกก็บอกผม ซึ่งผมก็รับทำโดยไม่ตัดพ้อ และปฏิเสธงาน

และนั่นก็คือการเพิ่มจุดอ่อนขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งวิธีแก้ปัญหาของผมก็คือ ทำงานให้หนักขึ้น เพราะยังถือคติ "ไม่อยากติดคุกเพราะน้ำมือคนอื่น" แล้วมันก็ยิ่งเกิดปัญหาขึ้น เพราะหน้าที่ผมต้องบริหารงานบุคคลซึ่งมีทั้งทนายและเตรียมจะเป็นทนายความเป็นหลัก คือต้องใช้คนให้เป็นและทำงานให้ได้โดยความรับผิดชอบของพวกเขาเอง ไม่ใช่ผมลงมือทำด้วยตัวเอง



แล้วมันก็มาถึงวันที่ผมโดนกดดันให้ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานโดยการมอบหมายงานจนทำเองไม่ไหว เลยต้องถอยออกมาดูความเป็นไปของงานผ่านเหล่าบรรดาลูกน้องและว่าที่ทนายความทั้งหลาย โดยให้เป็นไปตามคำแนะนำหรือคำสั่งของผู้ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของผมอีกลำดับ แต่ทำไงดีในเมื่องานผมมันงานมีวิชาชีพ ทุกช่องทางที่ไม่ผ่านมือผม นั่นคือโอกาสผิดพลาดได้ตลอด แต่จะให้ลงมือเองซะหมดก็ไม่ไหวจะเคลียร์ละ เมื่อมองเห็นงานด้านไหนก็ปัญหา จุดที่ผมยืนอยู่คืองานจุดสุดท้ายของบริษัทแล้ว ไม่มีใครแก้ปัญหาต่อจากผมอีก หลุดจากผมนี่คือไม่มีอีกแล้ว หาคนระวังหลังให้ไม่มีเหมือนดั่งหัวหน้างานคนอื่น




"จะติดคุก ก็ต้องติดเพราะมือตัวเอง" คำนี้ที่ใช้สอนลูกน้อง คำนี้ในวันนี้มันดังก้องในหัว พร้อมกับสร้อยท้ายว่า "กูว่าแล้ว"
วิชาชีพทนาย มันไว้ใจใครไม่ได้จริงๆ
คำว่า ปฏิเสธงาน ไม่เคยมีสำหรับผม รับมาหมดตามเมตตา แต่เมื่อมากจนล้นก็ต้องวางใจให้คนอื่นทำตามบรรดาเจ้านายสั่ง
แล้วไงละทีนี้ งานที่ผมว่าง่ายที่สุดแต่เมื่อไม่ได้ผ่านมือผมเอง กลับมาสร้างปัญหาได้มากที่สุดในรอบ 11 ปี แห่งการทำงาน แล้วจะมีใครโดดมาช่วยหรือรับผิดชอบร่วมกับผมบ้างครับ#กูว่าแล้ว...ริจะเป็นทนาย "จะติดคุก ก็ต้องติดเพราะมือตัวเอง"


posted from Bloggeroid

วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2557

สักการะพระพุทธบาทตะแคง วัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก #ทนายแจ็ค

ในสมัยก่อน(ประมาณ20ปีขึ้นไป)เป็นที่ทราบกันในจังหวัดพิษณุโลกว่า ทุกๆปีจะมีงานประจำปีของจังหวัดใหญ่ๆอยู่3งานคือ
1.งานสมโภชองค์หลวงพ่อพระพุทธชินราชหรือที่ชาวพิโลกเรียกง่ายๆว่างานวัดใหญ่
2.งานกาชาด
3.งานวัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลงหรือเรียกง่ายๆว่างานเขาสมอแคลง


ด้วยความที่เป็นเด็กพิโลกโดยกำเนิด ดังนั้นในทุกๆปีตั้งแต่เด็ก ทั้งงานวัดใหญ่และงานกาชาดผมจะได้เที่ยวทุกปี เริ่มตั้งแต่พ่อแม่พาไปแต่เด็ก5-6ขวบ และเมื่ออายุได้ซัก10ขวบก็จะปั่นจักรยานไปเองถึงจะไกลหน่อยประมาณ10กม.แต่ก็ตามประสาเด็กๆ แต่เมื่อเข้าเรียนมัธยมนี่สบายสุด คือเดินไปเลยเพราะโรงเรียนประจำจังหวัดที่ผมเรียนนี่อยู่ใกล้ๆเลยทั้งงานกาชาดที่ต้องจัดที่ศาลากลางจังหวัดและงานวัดใหญ่ที่จัดที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร คือทุกครั้งที่มีงานต้องเดินผ่านแน่ๆไม่งั้นก็คงไม่ได้กลับบ้านก็เลยแวะทุกวันที่มีงาน เมื่อเข้ามัธยม4ก็ใช้มอไซด์เพราะเลิกขึ้นรถประจำทางแล้ว แต่เมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหงจนทำงานถึงปัจจุบันแล้วน่าจะ15ปีก็ไม่เคยได้ไปอีกเลย ถึงแม้เมื่อตอนเด็กจะได้เที่ยวทั้งงานวัดใหญ่กับงานกาชาดอยู่ออกบ่อย แต่มีอยู่งานนึงที่ยังไม่เคยได้ไปแม้ซักครั้งเดียวก็คืองานเขาสมอแคลง ซึ่งอาจเป็นเพราะงานเขาสมอแคลงจะจัดงานต่างอำเภอ คืออำเภอวังทอง ซึ่งตอนเด็กมาก การเดินทางไม่ค่อยสะดวกและพอโตมาหน่อยก็ไม่ได้ใคร่อยากไปมากนัก จึงทำให้เป็นงานเดียวที่ไม่เคยไปแม้ซักครั้ง
ซึ่งตัวผมเองเมื่อไม่เคยได้ไปงานเขาสมอแคลงก็ต้องขอแวะไปวัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลงซักครั้งนึง เพื่อหาคำตอบว่าเพราะอะไร เหตุใด งานเขาสมอแคลงในสมัยก่อน จึงเป็นงานใหญ่ระดับจังหวัด มีผู้คนมาสักการะรอยพระพุทธฉายจากทั่วสารทิศ

กล่าวถึงเขาสมอแคลงนั้น เป็นภูเขาขนาดย่อม สูงจากพื้นประมาณ200เมตร ตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางท้องทุ่ง ริมถนนทางไป อ.วังทอง หรือทางไป จ.เพชรบูรณ์ ประมาณหลักกิโลเมตรที่14-15 ซึ่งในอดีตคาดว่าน่าจะมีวัดที่ตั้งอยู่ที่เขาสมอแคลงนี้อยู่ถึง7วัด ซึ่งนั่นหมายความว่าบริเวณนี้ต้องเคยมีชุมชนขนาดใหญ่ตั้งอยู่เช่นกัน
อันเขาสมอแคลงนี้มีวัดสำคัญตั้งอยู่วัดนึงก็คือวัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตีนเขาด้านข้างค่อนไปด้านหลังของเขาสมอแคลง ซึ่งต้องเข้าไปตามทางประมาณ500เมตร ซึ่งต้องสังเกตุซุ้มประตูวัดให้ดีถึงจะเห็นทางเข้าวัด ซึ่งต้องขอบอกให้ชัดแจ้งว่าวัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลงนี้ ไม่ใช่วัดเจ้าแม่กวนอิมหยกขาวที่ใหญ่ที่สุดในโลก(วัดราชคีรีหิรัญยาราม) และไม่ใช่โรงเจไซทีฮุกตึ๊ง(ศาลเจ้าเห้งเจีย) ที่ตั้งอยู่เด่นชัดเป็นจุดสังเกตุและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งตั้งอยู่บนเขาสมอแคลงแต่อย่างใด

วัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลงนี้ มีสิ่งศักดิสิทธิ์สำคัญคือ รอยพระพุทธฉาย(รอยพระพุทธบาทบนผนังหิน) ซึ่งประวัติของรอยพระพุทธฉายนั้นไม่ชัดเจน โดยตำนานกล่าวว่าได้จำลองมาจากรอยพระพุทธฉายจากเขาสุมณกูฏในลังกา โดยพระเจ้าลิไท สมัยกรุงสุโขทัย โดยอิงตามหลักศิลาจารึกหลักที่8 ซึ่งกล่าวถึงการราชาภิเษกพระเจ้าลิไท การเสด็จแห่รอยพระพุทธพระพุทธบาทขึ้นเขา และอิงตามที่พระเจ้าลิไทเคยครองเมืองพิษณุโลกถึง7ปี เจือผสมกันไป แต่เมื่อได้ลองหาข้อมูลแล้วทราบว่า ศิลาจารึกหลักที่8 น่าจะกล่าวถึงเขาพระบาทใหญ่ ใน ต.เมืองเก่า จ.สุโขทัย(เขาสุมณกูฏ ซึ่งเป็นชื่อเขาสำคัญที่มีรอยพระพุทธบาทในลังกา) ซึ่งของสุโขทัยเอาชื่อทางลังกามาสมมุติตามความเชื่อมากกว่า
ดังนั้นเมื่อประวัติผมไม่ทราบแน่ชัด จึงขอเล่าถึงรอยพระพุทธฉายตามศรัทธาของผมที่ได้ไปมาเองในปัจจุบันเท่านั้น
การขึ้นสักการะรอยพระพุทธฉายนั้น จะมีทางขึ้นอยู่สองชั้น ชั้นแรกเป็นบันไดปูนเดินสะดวก ราวบันไดเป็นพญานาคปูนปั้นประดับสวยงามตลอดแนวทางขึ้นชั้นแรก ความสูงและจำนวนขั้นบันไดในชั้นแรกก็เพียงแค่เมื่อยเข่าเท่านั้น เมื่อถึงชั้นแรกจะมีจุดนั่งพักเหนื่อย












ในส่วนทางขึ้นชั้นสองนั้นจะแยกไปสองทาง ทางขวามือจะแยกขึ้นไปทางเจดีย์ด้วน(ปัจจุบัน ทางขึ้นมีการสร้างศาลเจ้าเห้งเจียไว้ระหว่างทาง ซึ่งขับรถขึ้นมาได้จากอีกทาง ภูมิทัศน์จึงเปลี่ยนไปจนไม่เห็นทางขึ้นเดิม)ซึ่งหากจะเดินขึ้นไปเจดีย์ด้วน ต้องเดินขึ้นไปอีกไกลมาก จึงขอเล่าเฉพาะทางขึ้นด้านซ้ายเพื่อนำไปสักการะรอยพระพุทธฉาย ซึ่งทางขึ้นในส่วนชั้นสองนั้นเป็นบันไดปูนเล็กบ้าง สลับกันไปกับโขดหินหรือเนินดินบ้าง แต่มีความชันมากขึ้นแต่ก็ไม่อันตรายจนเกินไป ทางขึ้นชั้นสองนี้ชันขึ้นแต่ก็ไม่สูงมาก ผู้เฒ่าที่พอมีกำลังก็เดินขึ้นไหว แต่หนุ่มใหญ่ก็พอหอบ







เมื่อเดินขึ้นมาแล้วจะเห็นโขดหิดขนาดใหญ่เป็นแง่นออกมาชัดเจน และเมื่อเดินถึงฐานโขดหินนี้จะเห็นบันไดเล็กให้ไต่ขึ้นไปที่ระหว่างช่องของโขดหินนี้ ซึ่งนั่นก็คือที่ตั้งของรอยพระพุทธฉาย






รอยพระพุทธฉายอยู่ในช่องของโขดหิน


ทางขึ้นสักการะรอยพระพุทธฉายที่โขดหินนี้ รองรับคนขึ้นได้เพียงครั้งละไม่เกิน3-4คน เท่านั้น
เมื่อขึ้นไปแล้วเราจะพบรอยพระพุทธฉายนี้อยู่บนผนังหินในซอกกลางโขดหิน ให้เราได้สักการะ ด้วยเหตุที่รอยพระพุทธฉายนี้ปรากฏอยู่บนผนะงหิน แทนที่จะเป็นพื้นหินหรือพื้นราบโดยทั่วไป รอยพระพุทธฉายนี้จึงถูกเรียกว่า "พระพุทธบาทตะแคง"








ระหว่างสักการะพระพุทธบาทตะแคงกับผนังหินนี้ สามารถมองวิวทิวทัศน์ข้างล่างได้


ด้วยความศรัทธาจึงต้องมาหาคำตอบ จึงได้รู้ว่ารอยพระพุทธฉายที่วัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลงนี้ ไม่เหมือนที่อื่นในประเทศไทยที่ทั้งหมดตั้งอยู่บนพื้นหินหรือพื้นราบ แต่ที่นี้อยู่บนผนังหิน ซึ่งแปลกตาและแปลกในที่ตั้งอยู่มาก ยิ่งนึกย้อนไปในอดีตมากกว่า20กว่าปี ในขณะที่ความเชื่อและศรัทธาของผู้คนยังมากกว่านี้ (ไม่ได้หมายว่าความศรัทธาลดลง แต่หมายถึงปัจจุบันมีวัดซึ่งผันตัวเองเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มากขึ้น) การเดินทางและความเจริญยังไม่มาก ถนนหนทางที่ลำบาก การจะเดินทางมาที่วัดในงานประจำปี และการปฏิบัติในการเดินขึ้นไปสักการะรอยพระพุทธฉาย รวมถึงขึ้นไปสักการะเจดีย์ด้วน(เล่าไว้แล้วว่าขึ้นไปอีกไกลมาก)ต้องอาศัยความพยายามและอดทนพอสมควร จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมงานเขาสมอแคลงในอดีตจึงเป็นงานระดับจังหวัดมีผู้คนศรัทธาเดินทางมาจากทั่วทุกทิศ และมีงานรื่นเริงที่ผู้คนมาสนุกสนานกัน แต่ในปัจจุบันเขาสมอแคลงเป็นที่รู้จักในบริบทของที่ท่องเที่ยวชมวิวทิวทัศน์ของวัดเจ้าแม่กวนอิมหยกขาวและโรงเจ ซึ่งตั้งอยู่บนเขาสมอแคลงเท่านั้น
ชาวพิโลกรุ่นใหม่คงไม่ค่อยมีใครรู้จักวัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลง และงานเขาสมอแคลงที่มีขึ้นประมาณวันขึ้น13-15ค่ำเดือน3ของทุกปี วิธีปฏิบัติเริ่มเลือนหายไป กลายเป็นงานบุญประจำปีที่ไม่ค่อยมีผู้รู้จักและผู้คนมาเดิน