แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บังคับคดี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บังคับคดี แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2559

กู้ยืมเงิน โดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทน จึงเป็นการประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค



ช่วงนี้ไม่ค่อยว่างมาพิมพ์อะไรยาวๆได้ จันทร์ถึงศุกร์ก็งานคดีเต็มโต๊ะ เสาร์-อาทิตย์ก็ต้องทำสวนปูพื้น แต่เมื่อเห็นคำพิพากษานี้แล้วอดไม่ได้จริงๆ

*เรื่องนี้ผมขอให้อ่านกันหน่อย ถือซะว่าทนายอย่างผมเตือน เวลามีปัญหาขึ้นมาให้ผมแก้ จะได้ไม่ยุ่งยากมากขึ้น โดยเฉพาะเพื่อนๆที่มีฐานะดีมีเงินให้เพื่อนหรือพรรคพวกหยิบยืม หรือช่วยเหลือคนรู้จักยามเดือดร้อน โดยให้ยืมบ้าง ให้เปล่าบ้าง นิดๆหน่อยๆ รายสองราย เพราะถึงมีเงินแต่ก็ไม่ได้ประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงินเพื่อหวังกำไรจากดอกเบี้ย

*ซึ่งก็แน่นอนเมื่อให้ยืมเงินแล้ว ก็ต้องอยากได้คืน อาจจะได้ดอกเบี้ยบ้างนิดหน่อยแทนค่าเงินที่มันลดลงทุกวัน แต่ที่แน่นอนกว่านั้นทุกคนคงอยากให้ลูกหนี้ที่ยืมเงินไปคืนเงินดีๆ โดยมิต้องทวงถามและตรงเวลารวมถึงได้เงินคืนครบถ้วน

*อย่างไรเสียแม้จะให้ยืมเงินด้วยจิตอันบริสุทธิ์ แต่ใจส่วนลึกก็กลัวจะไม่ได้เงินคืน กลัวคนที่ยืมเงินจะคดโกงไม่จ่ายหนี้ จึงต้องมีสิ่งเพิ่มเติมตามกฎหมายขึ้นมาให้ถูกต้องป้องกันปัญหาอันอาจมีเบื้องต้นก่อน นั่นก็คือหนังสือสัญญาการกู้ยืมเงิน

*หลายครั้งที่ทนายอย่างผมจะต้องเตือนและคอยให้คำปรึกษาเพื่อนและพรรคพวก ว่านอกจากทำอะไรก็ต้องมีสัญญาที่ถูกต้องรัดกุมแล้ว ก็ต้องคิดถึงสภาพบังคับหรือการบังคับคดีในอนาคตอันอาจมีด้วยว่า หากต้องมีการฟ้องร้องคดีเกิดขึ้นจริงจะบังคับอะไรเอาจากตัวลูกหนี้ได้บ้าง เพราะหากลูกหนี้ไม่มีสภาพที่จะบังคับได้ ต่อให้มีหนังสือสัญญาที่ดีฟ้องอย่างไรก็ชนะคดีแล้ว แต่เมื่อชนะคดีแล้วไม่รู้จะบังคับอะไรเอาจากตัวลูกหนี้ คำพิพากษาก็เป็นเพียงแค่กระดาษใบหนึ่งเท่านั้น

>>>>>



แต่แล้วเมื่อมีคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ครั้งนี้เกิดขึ้น อะไรหลายอย่างจึงต้องเปลี่ยนไป

*ซึ่งผมจะสรุปให้ฟังแบบภาษาง่ายๆ และเล่าให้ฟังถึงวิธีคิดของผมที่เกิดขึ้น
คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์นี้ต่อไปจะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ขึ้นมา จนกว่าอนาคตจะมีเหตุเปลี่ยนแนวคำวินิจฉัย( ซึ่งคงเกิดขึ้นยาก )

*ผมขอพูดถึงเฉพาะการกู้ยืมธรรมดาบุคคลต่อบุคคล(ไม่ทุกกรณี) ซึ่งแต่เดิมเราจะพิจารณาว่าไม่ใช่คดีผู้บริโภค เพราะไม่ได้ทำเป็นธุรกิจ( ย้ำว่า...คิดว่าตัวท่านเองไม่ได้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืม ) แต่ให้คนกู้ยืมเงินเพราะเห็นคนเดือดร้อน ( คดีผู้บริโภคผมว่าดี และรวดเร็ว เพียงแต่ถ้าจะฟ้องคดีมันต้องไปฟ้องยังศาลซึ่งจำเลยมีภูมิลำเนาตามทะเบียนราษฎร ไม่ใช่ตามมูลคดี )
แต่เมื่อมีคำวินิจฉัยนี้ ซึ่งถือว่าหากมีการเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนแล้ว ถือว่าผู้ให้กู้เป็นผู้ประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคขึ้นมาทันที แม้จะให้กู้เพียงแค่รายเดียวก็ตาม ( ย้ำว่า... เมื่อมีการเรียกดอกเบี้ย ถือว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ถึงแม้ตัวพวกท่านๆเอง จะไม่รู้ตัวก็ตาม )

*เมื่อสัญญากู้ยืมเงินมีการเรียกดอกเบี้ย เป็นคดี ผบ. ( ผู้บริโภค ) การฟ้องคดีต้องฟ้องยังภูมิลำเนาจำเลย จำเลยทะเบียนบ้านอยู่ที่ไหนก็ต้องฟ้องที่นั่น จะยะลา ปัตตานี นราธิวาส แม่สอด แม่ฮ่องสอน เทิง นาทวี สมุย เดชอุดม เวียงป่าเป้า มีแต่ชื่อศาลไม่คุ้นหู แต่จะอยู่ไหนอยู่ไกลเท่าไหร่ก็ต้องตามไปฟ้องที่นั่น หากว่าลูกหนี้หรือจำเลยมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่ในเขตอำนาจศาล

*ไม่ใช่ฟ้องตามมูลคดีตามที่ทำสัญญาแต่ครั้งเก่าก่อน

>>>>>

ดังนั้น นอกจากจะต้องคิดเรื่องการสืบทรัพย์บังคับคดีตัวลูกหนี้ คราวนี้คงต้องมาคิดถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการฟ้องคดี ค่ารถ ค่าเดินทางแต่ละครั้ง ทั้งชั้นฟ้องคดีและชั้นบังคับคดี ไหนจะค่าทนายความที่ต้องเพิ่มขึ้น

*เห็นค่าใช้จ่ายแล้ว บางทีเจ้าหนี้คงถึงขั้นท้อใจที่จะฟ้องคดี ทั้งที่มีสัญญาเงินกู้ตามกฎหมายอยู่กับมือ

*แล้วค่าใช้จ่ายต่างๆพวกนี้ ก็ไม่อาจเอาไปเรียกจากจำเลยได้ด้วย ถึงแม้จะเรียกไปตามคำฟ้อง แต่ศาลก็อาจไม่พิพากษาให้ เอาชนิดว่าหมดค่าใช้จ่ายเสียไม่คุ้มกับที่จะได้คืน

>>>>>

#เตือนไว้โดยสรุป จะให้ใคร ผู้ใด หยิบยืมหรือกู้เงินก็คิดให้จงหนัก
#แล้วจะหาว่าทนายไม่เตือน

posted from Bloggeroid

กู้ยืมเงิน โดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทน จึงเป็นการประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค



ช่วงนี้ไม่ค่อยว่างมาพิมพ์อะไรยาวๆได้ จันทร์ถึงศุกร์ก็งานคดีเต็มโต๊ะ เสาร์-อาทิตย์ก็ต้องทำสวนปูพื้น แต่เมื่อเห็นคำพิพากษานี้แล้วอดไม่ได้จริงๆ

*เรื่องนี้ผมขอให้อ่านกันหน่อย ถือซะว่าทนายอย่างผมเตือน เวลามีปัญหาขึ้นมาให้ผมแก้ จะได้ไม่ยุ่งยากมากขึ้น โดยเฉพาะเพื่อนๆที่มีฐานะดีมีเงินให้เพื่อนหรือพรรคพวกหยิบยืม หรือช่วยเหลือคนรู้จักยามเดือดร้อน โดยให้ยืมบ้าง ให้เปล่าบ้าง นิดๆหน่อยๆ รายสองราย เพราะถึงมีเงินแต่ก็ไม่ได้ประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงินเพื่อหวังกำไรจากดอกเบี้ย

*ซึ่งก็แน่นอนเมื่อให้ยืมเงินแล้ว ก็ต้องอยากได้คืน อาจจะได้ดอกเบี้ยบ้างนิดหน่อยแทนค่าเงินที่มันลดลงทุกวัน แต่ที่แน่นอนกว่านั้นทุกคนคงอยากให้ลูกหนี้ที่ยืมเงินไปคืนเงินดีๆ โดยมิต้องทวงถามและตรงเวลารวมถึงได้เงินคืนครบถ้วน

*อย่างไรเสียแม้จะให้ยืมเงินด้วยจิตอันบริสุทธิ์ แต่ใจส่วนลึกก็กลัวจะไม่ได้เงินคืน กลัวคนที่ยืมเงินจะคดโกงไม่จ่ายหนี้ จึงต้องมีสิ่งเพิ่มเติมตามกฎหมายขึ้นมาให้ถูกต้องป้องกันปัญหาอันอาจมีเบื้องต้นก่อน นั่นก็คือหนังสือสัญญาการกู้ยืมเงิน

*หลายครั้งที่ทนายอย่างผมจะต้องเตือนและคอยให้คำปรึกษาเพื่อนและพรรคพวก ว่านอกจากทำอะไรก็ต้องมีสัญญาที่ถูกต้องรัดกุมแล้ว ก็ต้องคิดถึงสภาพบังคับหรือการบังคับคดีในอนาคตอันอาจมีด้วยว่า หากต้องมีการฟ้องร้องคดีเกิดขึ้นจริงจะบังคับอะไรเอาจากตัวลูกหนี้ได้บ้าง เพราะหากลูกหนี้ไม่มีสภาพที่จะบังคับได้ ต่อให้มีหนังสือสัญญาที่ดีฟ้องอย่างไรก็ชนะคดีแล้ว แต่เมื่อชนะคดีแล้วไม่รู้จะบังคับอะไรเอาจากตัวลูกหนี้ คำพิพากษาก็เป็นเพียงแค่กระดาษใบหนึ่งเท่านั้น

>>>>>



แต่แล้วเมื่อมีคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ครั้งนี้เกิดขึ้น อะไรหลายอย่างจึงต้องเปลี่ยนไป

*ซึ่งผมจะสรุปให้ฟังแบบภาษาง่ายๆ และเล่าให้ฟังถึงวิธีคิดของผมที่เกิดขึ้น
คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์นี้ต่อไปจะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ขึ้นมา จนกว่าอนาคตจะมีเหตุเปลี่ยนแนวคำวินิจฉัย( ซึ่งคงเกิดขึ้นยาก )

*ผมขอพูดถึงเฉพาะการกู้ยืมธรรมดาบุคคลต่อบุคคล(ไม่ทุกกรณี) ซึ่งแต่เดิมเราจะพิจารณาว่าไม่ใช่คดีผู้บริโภค เพราะไม่ได้ทำเป็นธุรกิจ( ย้ำว่า...คิดว่าตัวท่านเองไม่ได้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืม ) แต่ให้คนกู้ยืมเงินเพราะเห็นคนเดือดร้อน ( คดีผู้บริโภคผมว่าดี และรวดเร็ว เพียงแต่ถ้าจะฟ้องคดีมันต้องไปฟ้องยังศาลซึ่งจำเลยมีภูมิลำเนาตามทะเบียนราษฎร ไม่ใช่ตามมูลคดี )
แต่เมื่อมีคำวินิจฉัยนี้ ซึ่งถือว่าหากมีการเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนแล้ว ถือว่าผู้ให้กู้เป็นผู้ประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคขึ้นมาทันที แม้จะให้กู้เพียงแค่รายเดียวก็ตาม ( ย้ำว่า... เมื่อมีการเรียกดอกเบี้ย ถือว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ถึงแม้ตัวพวกท่านๆเอง จะไม่รู้ตัวก็ตาม )

*เมื่อสัญญากู้ยืมเงินมีการเรียกดอกเบี้ย เป็นคดี ผบ. ( ผู้บริโภค ) การฟ้องคดีต้องฟ้องยังภูมิลำเนาจำเลย จำเลยทะเบียนบ้านอยู่ที่ไหนก็ต้องฟ้องที่นั่น จะยะลา ปัตตานี นราธิวาส แม่สอด แม่ฮ่องสอน เทิง นาทวี สมุย เดชอุดม เวียงป่าเป้า มีแต่ชื่อศาลไม่คุ้นหู แต่จะอยู่ไหนอยู่ไกลเท่าไหร่ก็ต้องตามไปฟ้องที่นั่น หากว่าลูกหนี้หรือจำเลยมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่ในเขตอำนาจศาล

*ไม่ใช่ฟ้องตามมูลคดีตามที่ทำสัญญาแต่ครั้งเก่าก่อน

>>>>>

ดังนั้น นอกจากจะต้องคิดเรื่องการสืบทรัพย์บังคับคดีตัวลูกหนี้ คราวนี้คงต้องมาคิดถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการฟ้องคดี ค่ารถ ค่าเดินทางแต่ละครั้ง ทั้งชั้นฟ้องคดีและชั้นบังคับคดี ไหนจะค่าทนายความที่ต้องเพิ่มขึ้น

*เห็นค่าใช้จ่ายแล้ว บางทีเจ้าหนี้คงถึงขั้นท้อใจที่จะฟ้องคดี ทั้งที่มีสัญญาเงินกู้ตามกฎหมายอยู่กับมือ

*แล้วค่าใช้จ่ายต่างๆพวกนี้ ก็ไม่อาจเอาไปเรียกจากจำเลยได้ด้วย ถึงแม้จะเรียกไปตามคำฟ้อง แต่ศาลก็อาจไม่พิพากษาให้ เอาชนิดว่าหมดค่าใช้จ่ายเสียไม่คุ้มกับที่จะได้คืน

>>>>>

เตือนไว้โดยสรุป จะให้ใคร ผู้ใด หยิบยืมหรือกู้เงินก็คิดให้จงหนัก
#แล้วจะหาว่าทนายไม่เตือน

posted from Bloggeroid

วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2558

รุ่นใหญ่ให้กำลังใจกัน # ทนายแจ็ค

*เมื่อคราวทำงานครบวาระ 11 ปี ที่
บริษัท ซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด ไฟแนนท์ในตำนาน
ยังจำได้ อยู่ฝ่ายกฎหมาย ทำงานตั้งแต่
วิ่งส่งเอกสาร เป็นเสมียนทนาย คัดเอกสาร ติดต่อราชการทั้งเขต ศาล ที่ดิน กรมบังคับคดี ยังจำได้
จนพัฒนาตัวมาทำงานบังคับคดี ได้ใบอนุญาตให้เป็นทนายความ จนมาเป็นหัวหน้าหรือลูกพี่คน
คดีบังคับคดีผ่านมือมาเกือบหมื่น ตามหนี้ ยึดทรัพย์ บังคับคดี สนองคุณบริษัท ยึดทรัพย์เองน่าจะเกินร้อย แต่ที่สั่งให้เขาทำน่าจะหลายพัน จบคดีน่าจะครึ่งหมื่น

*ทำงานทำคดีอย่างไรก็ไม่เคยให้พลาด ด้วยระมัดระวังตัวไว้เสมอ
แต่จนแล้วจนรอด เมื่อตอนทำงานครบ11ปี ความผิดพลาดก็เข้ามาเยือน ทุกสิ่งเกิดจากคำว่า
"ประมาท"คำเดียว เป็นคดีที่แก้ไม่ตก ซึ่งถึงจะจัดการปัญหาเสร็จสิ้นได้แล้ว
แต่มันคือบาดแผลของคนอย่างผม
จนไอ้น้องชาย มันแท็ก คลิปยูทูป มาให้ดู

*ผมนี่นั่ง...อ่านเลย* เพราะแปลไม่ออก
โจโฉพูดได้โดนใจมาก ตัดมาให้ดูกัน: http://youtu.be/ddKcF2DGmhI

*พอจะถอดใจความมาให้อ่านกัน*

หัวหน้ากองทหารก็เหมือนหมอ ทุกครั้ง...
ที่รักษาคนไข้ ยิ่งรักษาก็จะยิ่งเก่งขึ้น พูดอีกอย่างก็คือ ยิ่งคนตาย จากการรักษาผิดพลาด หมอจะเรียนรู้มากขึ้น

ถ้าหัวหน้ากองทหารไม่เคยพ่ายแพ้
เขาจะรู้ได้ยังไงว่ารบยังไงถึงจะชนะ?
ในโลกนี้ไม่มีใครที่ไหนหรอก ที่จะรบชนะตลอด
คนที่ไม่ถอดใจเท่านั้น,
ถึงจะแข็งแกร่งขึ้นและได้พบกับชัยชนะที่แท้จริง

ทหารแปดแสนสามหมื่นคนของเราบุกกังตั๋ง
แต่เราแพ้ให้กับทัพซุนและเล่าปี่ ที่มีแค่หกหมื่น
ทำไม? ข้าคิดหาเหตุผลมาตลอด

ช่วงหลายปีมานี้เราทำศึกชนะมาตลอด
ทหารเริ่มลำพอง,แม่ทัพเริ่มเกียจคร้าน
เราจึงพาดูถูกคู่ต่อสู้
ข้ามองไม่ออกแม้กระทั่งแผนแปรพักตร์ง่ายๆ
เพราะงั้นแผนใช้ไฟของกังตั๋งจึงได้ผล
และก็เป็นแบบที่เห็น

ข้าคิดว่าถึงเวลาแล้วที่พวกเราต้องลิ้มรสความ
พ่ายแพ้บ้าง
การล้มเหลวเป็นเรื่องดี
ความล้มเหลว สอนให้รู้วิธีประสบความสำเร็จ
ความล้มเหลว สอนให้รู้ว่าจะเอาชนะยังไง
ความล้มเหลว สอนให้เรารู้ว่าจะรวมแผ่นดินยังไง

ถ้าคนเราอยากประสบความสำเร็จ
เขาต้องรู้ว่าตอนไหนต้องเดินหน้า หรือปล่อยวาง

การทำสงครามก็เช่นกัน คนเราต้องชนะได้
และรับความพ่ายแพ้ได้

แม้เราจะพบกับความพ่ายแพ้ที่ผาแดง
แต่ดินแดนของเรา ไม่ได้เสียหายอะไรเลย
เรายังมีเมืองของเราครบ
มณฑลทั้งสี่ เมืองต่างๆ,กองทัพที่เหลือ,
ประชาชน,ภาษีที่เก็บได้
ยังมีมากกว่าซุนกับเล่ารวมกันมากมายนัก
ราชสำนักยังอยู่ที่ฉูฉาง และยังเป็นของเรา
แต่ซุนกับเล่าละ มีอะไร?
ในยามคับขัน พวกเขาจะร่วมมือกัน ต่อสู้ศัตรู
แต่เมื่อได้รับชัยชนะแล้ว พวกเขาจะระแวงกัน
และวางแผนเข้าใส่กันเอง อย่างเช่น
ถ้าเกิดจิวยี่และจูเก่อเหลียง ร่วมแรงร่วมใจกันแบบจริงใจ มีหรือที่ พวกเราทั้งหมดจะรอดชีวิตกันมาได้...?

นั่งดูคลิปแล้วอ่านจนจบ
*ผมนี่ลุกขึ้น..พนมมือสาธุ สาธุ สาธุ เลย*


*เฮ้ย! นี่มันตรงจริงๆ ถึงแม้ผมจะไม่ใช่โจโฉ หรือขุนทหารของโจโฉ และนี่ก็เป็นเพียงแค่บทในซีรี่ย์ สามก๊ก 2010 แต่คำกล่าวของโจโฉ นั่งอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ ซ้ำไปซ้ำมา ครั้งนี้มันเตือนสติได้จริงๆ
นั่งดู นั่งอ่านแล้ว รู้สึกกลับมามีพลังอีกครั้ง


*เหตุความผิดพลาดนี้ เตือนสติผมขึ้นได้มาก
ได้เรียนรู้กับตัวเอง รู้ว่าใครมิตร และใครคิดไม่ดี
และสอนให้ผมเรียนรู้จากความผิดพลาด และเรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองต่อไป อย่างไร ทั้งได้มองย้อนกลับไปดูที่จุดเริ่มต้นของตัวเอง

เราทำอะไรอยู่..และเราต้องการอะไร.. แล้วเราจะทำเช่นไร..อย่างไร..ต่อไป..


***ในปีนี้ และปีต่อๆไป จะเป็นปีที่มีแต่การเรียนรู้ และปีแห่งความก้าวหน้า พัฒนาตนเอง
ความประมาท ผิดพลาดไม่ให้มีซ้ำรอย