วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2559

กู้ยืมเงิน โดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทน จึงเป็นการประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค



ช่วงนี้ไม่ค่อยว่างมาพิมพ์อะไรยาวๆได้ จันทร์ถึงศุกร์ก็งานคดีเต็มโต๊ะ เสาร์-อาทิตย์ก็ต้องทำสวนปูพื้น แต่เมื่อเห็นคำพิพากษานี้แล้วอดไม่ได้จริงๆ

*เรื่องนี้ผมขอให้อ่านกันหน่อย ถือซะว่าทนายอย่างผมเตือน เวลามีปัญหาขึ้นมาให้ผมแก้ จะได้ไม่ยุ่งยากมากขึ้น โดยเฉพาะเพื่อนๆที่มีฐานะดีมีเงินให้เพื่อนหรือพรรคพวกหยิบยืม หรือช่วยเหลือคนรู้จักยามเดือดร้อน โดยให้ยืมบ้าง ให้เปล่าบ้าง นิดๆหน่อยๆ รายสองราย เพราะถึงมีเงินแต่ก็ไม่ได้ประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงินเพื่อหวังกำไรจากดอกเบี้ย

*ซึ่งก็แน่นอนเมื่อให้ยืมเงินแล้ว ก็ต้องอยากได้คืน อาจจะได้ดอกเบี้ยบ้างนิดหน่อยแทนค่าเงินที่มันลดลงทุกวัน แต่ที่แน่นอนกว่านั้นทุกคนคงอยากให้ลูกหนี้ที่ยืมเงินไปคืนเงินดีๆ โดยมิต้องทวงถามและตรงเวลารวมถึงได้เงินคืนครบถ้วน

*อย่างไรเสียแม้จะให้ยืมเงินด้วยจิตอันบริสุทธิ์ แต่ใจส่วนลึกก็กลัวจะไม่ได้เงินคืน กลัวคนที่ยืมเงินจะคดโกงไม่จ่ายหนี้ จึงต้องมีสิ่งเพิ่มเติมตามกฎหมายขึ้นมาให้ถูกต้องป้องกันปัญหาอันอาจมีเบื้องต้นก่อน นั่นก็คือหนังสือสัญญาการกู้ยืมเงิน

*หลายครั้งที่ทนายอย่างผมจะต้องเตือนและคอยให้คำปรึกษาเพื่อนและพรรคพวก ว่านอกจากทำอะไรก็ต้องมีสัญญาที่ถูกต้องรัดกุมแล้ว ก็ต้องคิดถึงสภาพบังคับหรือการบังคับคดีในอนาคตอันอาจมีด้วยว่า หากต้องมีการฟ้องร้องคดีเกิดขึ้นจริงจะบังคับอะไรเอาจากตัวลูกหนี้ได้บ้าง เพราะหากลูกหนี้ไม่มีสภาพที่จะบังคับได้ ต่อให้มีหนังสือสัญญาที่ดีฟ้องอย่างไรก็ชนะคดีแล้ว แต่เมื่อชนะคดีแล้วไม่รู้จะบังคับอะไรเอาจากตัวลูกหนี้ คำพิพากษาก็เป็นเพียงแค่กระดาษใบหนึ่งเท่านั้น

>>>>>



แต่แล้วเมื่อมีคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ครั้งนี้เกิดขึ้น อะไรหลายอย่างจึงต้องเปลี่ยนไป

*ซึ่งผมจะสรุปให้ฟังแบบภาษาง่ายๆ และเล่าให้ฟังถึงวิธีคิดของผมที่เกิดขึ้น
คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์นี้ต่อไปจะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ขึ้นมา จนกว่าอนาคตจะมีเหตุเปลี่ยนแนวคำวินิจฉัย( ซึ่งคงเกิดขึ้นยาก )

*ผมขอพูดถึงเฉพาะการกู้ยืมธรรมดาบุคคลต่อบุคคล(ไม่ทุกกรณี) ซึ่งแต่เดิมเราจะพิจารณาว่าไม่ใช่คดีผู้บริโภค เพราะไม่ได้ทำเป็นธุรกิจ( ย้ำว่า...คิดว่าตัวท่านเองไม่ได้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืม ) แต่ให้คนกู้ยืมเงินเพราะเห็นคนเดือดร้อน ( คดีผู้บริโภคผมว่าดี และรวดเร็ว เพียงแต่ถ้าจะฟ้องคดีมันต้องไปฟ้องยังศาลซึ่งจำเลยมีภูมิลำเนาตามทะเบียนราษฎร ไม่ใช่ตามมูลคดี )
แต่เมื่อมีคำวินิจฉัยนี้ ซึ่งถือว่าหากมีการเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนแล้ว ถือว่าผู้ให้กู้เป็นผู้ประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคขึ้นมาทันที แม้จะให้กู้เพียงแค่รายเดียวก็ตาม ( ย้ำว่า... เมื่อมีการเรียกดอกเบี้ย ถือว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ถึงแม้ตัวพวกท่านๆเอง จะไม่รู้ตัวก็ตาม )

*เมื่อสัญญากู้ยืมเงินมีการเรียกดอกเบี้ย เป็นคดี ผบ. ( ผู้บริโภค ) การฟ้องคดีต้องฟ้องยังภูมิลำเนาจำเลย จำเลยทะเบียนบ้านอยู่ที่ไหนก็ต้องฟ้องที่นั่น จะยะลา ปัตตานี นราธิวาส แม่สอด แม่ฮ่องสอน เทิง นาทวี สมุย เดชอุดม เวียงป่าเป้า มีแต่ชื่อศาลไม่คุ้นหู แต่จะอยู่ไหนอยู่ไกลเท่าไหร่ก็ต้องตามไปฟ้องที่นั่น หากว่าลูกหนี้หรือจำเลยมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่ในเขตอำนาจศาล

*ไม่ใช่ฟ้องตามมูลคดีตามที่ทำสัญญาแต่ครั้งเก่าก่อน

>>>>>

ดังนั้น นอกจากจะต้องคิดเรื่องการสืบทรัพย์บังคับคดีตัวลูกหนี้ คราวนี้คงต้องมาคิดถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการฟ้องคดี ค่ารถ ค่าเดินทางแต่ละครั้ง ทั้งชั้นฟ้องคดีและชั้นบังคับคดี ไหนจะค่าทนายความที่ต้องเพิ่มขึ้น

*เห็นค่าใช้จ่ายแล้ว บางทีเจ้าหนี้คงถึงขั้นท้อใจที่จะฟ้องคดี ทั้งที่มีสัญญาเงินกู้ตามกฎหมายอยู่กับมือ

*แล้วค่าใช้จ่ายต่างๆพวกนี้ ก็ไม่อาจเอาไปเรียกจากจำเลยได้ด้วย ถึงแม้จะเรียกไปตามคำฟ้อง แต่ศาลก็อาจไม่พิพากษาให้ เอาชนิดว่าหมดค่าใช้จ่ายเสียไม่คุ้มกับที่จะได้คืน

>>>>>

#เตือนไว้โดยสรุป จะให้ใคร ผู้ใด หยิบยืมหรือกู้เงินก็คิดให้จงหนัก
#แล้วจะหาว่าทนายไม่เตือน

posted from Bloggeroid

กู้ยืมเงิน โดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทน จึงเป็นการประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค



ช่วงนี้ไม่ค่อยว่างมาพิมพ์อะไรยาวๆได้ จันทร์ถึงศุกร์ก็งานคดีเต็มโต๊ะ เสาร์-อาทิตย์ก็ต้องทำสวนปูพื้น แต่เมื่อเห็นคำพิพากษานี้แล้วอดไม่ได้จริงๆ

*เรื่องนี้ผมขอให้อ่านกันหน่อย ถือซะว่าทนายอย่างผมเตือน เวลามีปัญหาขึ้นมาให้ผมแก้ จะได้ไม่ยุ่งยากมากขึ้น โดยเฉพาะเพื่อนๆที่มีฐานะดีมีเงินให้เพื่อนหรือพรรคพวกหยิบยืม หรือช่วยเหลือคนรู้จักยามเดือดร้อน โดยให้ยืมบ้าง ให้เปล่าบ้าง นิดๆหน่อยๆ รายสองราย เพราะถึงมีเงินแต่ก็ไม่ได้ประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงินเพื่อหวังกำไรจากดอกเบี้ย

*ซึ่งก็แน่นอนเมื่อให้ยืมเงินแล้ว ก็ต้องอยากได้คืน อาจจะได้ดอกเบี้ยบ้างนิดหน่อยแทนค่าเงินที่มันลดลงทุกวัน แต่ที่แน่นอนกว่านั้นทุกคนคงอยากให้ลูกหนี้ที่ยืมเงินไปคืนเงินดีๆ โดยมิต้องทวงถามและตรงเวลารวมถึงได้เงินคืนครบถ้วน

*อย่างไรเสียแม้จะให้ยืมเงินด้วยจิตอันบริสุทธิ์ แต่ใจส่วนลึกก็กลัวจะไม่ได้เงินคืน กลัวคนที่ยืมเงินจะคดโกงไม่จ่ายหนี้ จึงต้องมีสิ่งเพิ่มเติมตามกฎหมายขึ้นมาให้ถูกต้องป้องกันปัญหาอันอาจมีเบื้องต้นก่อน นั่นก็คือหนังสือสัญญาการกู้ยืมเงิน

*หลายครั้งที่ทนายอย่างผมจะต้องเตือนและคอยให้คำปรึกษาเพื่อนและพรรคพวก ว่านอกจากทำอะไรก็ต้องมีสัญญาที่ถูกต้องรัดกุมแล้ว ก็ต้องคิดถึงสภาพบังคับหรือการบังคับคดีในอนาคตอันอาจมีด้วยว่า หากต้องมีการฟ้องร้องคดีเกิดขึ้นจริงจะบังคับอะไรเอาจากตัวลูกหนี้ได้บ้าง เพราะหากลูกหนี้ไม่มีสภาพที่จะบังคับได้ ต่อให้มีหนังสือสัญญาที่ดีฟ้องอย่างไรก็ชนะคดีแล้ว แต่เมื่อชนะคดีแล้วไม่รู้จะบังคับอะไรเอาจากตัวลูกหนี้ คำพิพากษาก็เป็นเพียงแค่กระดาษใบหนึ่งเท่านั้น

>>>>>



แต่แล้วเมื่อมีคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ครั้งนี้เกิดขึ้น อะไรหลายอย่างจึงต้องเปลี่ยนไป

*ซึ่งผมจะสรุปให้ฟังแบบภาษาง่ายๆ และเล่าให้ฟังถึงวิธีคิดของผมที่เกิดขึ้น
คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์นี้ต่อไปจะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ขึ้นมา จนกว่าอนาคตจะมีเหตุเปลี่ยนแนวคำวินิจฉัย( ซึ่งคงเกิดขึ้นยาก )

*ผมขอพูดถึงเฉพาะการกู้ยืมธรรมดาบุคคลต่อบุคคล(ไม่ทุกกรณี) ซึ่งแต่เดิมเราจะพิจารณาว่าไม่ใช่คดีผู้บริโภค เพราะไม่ได้ทำเป็นธุรกิจ( ย้ำว่า...คิดว่าตัวท่านเองไม่ได้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืม ) แต่ให้คนกู้ยืมเงินเพราะเห็นคนเดือดร้อน ( คดีผู้บริโภคผมว่าดี และรวดเร็ว เพียงแต่ถ้าจะฟ้องคดีมันต้องไปฟ้องยังศาลซึ่งจำเลยมีภูมิลำเนาตามทะเบียนราษฎร ไม่ใช่ตามมูลคดี )
แต่เมื่อมีคำวินิจฉัยนี้ ซึ่งถือว่าหากมีการเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนแล้ว ถือว่าผู้ให้กู้เป็นผู้ประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคขึ้นมาทันที แม้จะให้กู้เพียงแค่รายเดียวก็ตาม ( ย้ำว่า... เมื่อมีการเรียกดอกเบี้ย ถือว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ถึงแม้ตัวพวกท่านๆเอง จะไม่รู้ตัวก็ตาม )

*เมื่อสัญญากู้ยืมเงินมีการเรียกดอกเบี้ย เป็นคดี ผบ. ( ผู้บริโภค ) การฟ้องคดีต้องฟ้องยังภูมิลำเนาจำเลย จำเลยทะเบียนบ้านอยู่ที่ไหนก็ต้องฟ้องที่นั่น จะยะลา ปัตตานี นราธิวาส แม่สอด แม่ฮ่องสอน เทิง นาทวี สมุย เดชอุดม เวียงป่าเป้า มีแต่ชื่อศาลไม่คุ้นหู แต่จะอยู่ไหนอยู่ไกลเท่าไหร่ก็ต้องตามไปฟ้องที่นั่น หากว่าลูกหนี้หรือจำเลยมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่ในเขตอำนาจศาล

*ไม่ใช่ฟ้องตามมูลคดีตามที่ทำสัญญาแต่ครั้งเก่าก่อน

>>>>>

ดังนั้น นอกจากจะต้องคิดเรื่องการสืบทรัพย์บังคับคดีตัวลูกหนี้ คราวนี้คงต้องมาคิดถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการฟ้องคดี ค่ารถ ค่าเดินทางแต่ละครั้ง ทั้งชั้นฟ้องคดีและชั้นบังคับคดี ไหนจะค่าทนายความที่ต้องเพิ่มขึ้น

*เห็นค่าใช้จ่ายแล้ว บางทีเจ้าหนี้คงถึงขั้นท้อใจที่จะฟ้องคดี ทั้งที่มีสัญญาเงินกู้ตามกฎหมายอยู่กับมือ

*แล้วค่าใช้จ่ายต่างๆพวกนี้ ก็ไม่อาจเอาไปเรียกจากจำเลยได้ด้วย ถึงแม้จะเรียกไปตามคำฟ้อง แต่ศาลก็อาจไม่พิพากษาให้ เอาชนิดว่าหมดค่าใช้จ่ายเสียไม่คุ้มกับที่จะได้คืน

>>>>>

เตือนไว้โดยสรุป จะให้ใคร ผู้ใด หยิบยืมหรือกู้เงินก็คิดให้จงหนัก
#แล้วจะหาว่าทนายไม่เตือน

posted from Bloggeroid

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2559

ยศช้าง ขุนนางพระ

"ยศช้าง ขุนนางพระ"

จะมียศมีศักดิ์มีตำแหน่งที่ดูสูง ดูดีแต่เปลือกนอกไปเพื่ออะไรไม่ทราบ ถ้ามีไปแล้วทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง
ยุคนี้จะม้า จะหมา ยังมียศเลย คิดว่าหมามันจะรู้ตัวหรือเปล่า ว่ามันมียศไปเพื่อทำอะไร

เอาเป็นว่าตำแหน่งไม่ต้อง เอาเงินมาอย่างเดียวก็พอ ส่วน Power กูหาเอง แล้วอีกหน่อยก็จะเกษียณกลับเข้าป่า เป็นทนายอิสระแล้ว

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558

คดีอาญาโกงเจ้าหนี้



โดยวิธีการบังคับคดีลูกหนี้ตามคำพิพากษา ผมชอบที่สุดคือวิชาแปลงคดีแพ่งให้เป็นคดีอาญา เพราะวิธีนี้ค่อนข้างจะเห็นผลเร็วและเพิ่มโอกาสให้โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้เร็วขึ้น ครบถ้วน และแน่นอนมากขึ้น

แต่วิชาแปลงคดีแพ่งให้เป็นคดีอาญาส่วนใหญ่ก็เอาไว้จัดการเฉพาะจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ชอบดื้อแพ่ง เหนียวหนี้ หัวหมอ และพวกชอบคิดทุจริตเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นอาญาลักทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอก รับของโจร เช็ค และอันสุดท้าย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 350 หรือที่เรียกกันง่ายๆ ติดปากว่า"โกงเจ้าหนี้"


ไอ้คดีโกงเจ้าหนี้ส่วนตัวผมว่ามันก็ซับซ้อนพอสมควรนะ เกี่ยวกับเรื่องเจตนาของผู้ต้องหาว่ามันเจตนาโกงเจ้าหนี้จริงหรือไม่จริง
อย่างไอ้เรื่องลูกหนี้ตามคำพิพากษาทำการ"ขายฝาก"ที่ดิน บางที่มันก็ดูเจตนายากเหมือนกันว่ามันเจตนาโกงเจ้าหนี้หรือเปล่าเพราะมันยังคงมีกำหนดไถ่ถอนที่ดิน คือมองแล้วมันอ่านเจตนาไม่ขาด
ผมเจอมาเยอะพอควรเรื่องลูกหนี้ขายฝากที่ดินแล้วหลุดขายฝากไม่ไถ่ถอน แต่ก็ไม่เคยพิจารณาองค์ประกอบความผิดแบบชัดแจ้งซักทีว่ามันเข้าฐานความผิดโกงเจ้าหนี้หรือเปล่า เพราะพอจะลงก็ดันตามหนี้ได้ครบจากจำเลยร่วมคนอื่นๆมาก่อน เลยแคล้วคลาดไม่ได้ลงมือทำซะที





มาคราวนี้ล่ะ! ไม่มีคลาดไม่มีแคล้ว ยึดเอาแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12250/2557 นี่ล่ะ

บรรดาจำเลยหรือลูกหนี้ทั้งปวงและทั้งหลายจงฟัง ไม่ต้องคิดหนีหรือเชื่อทะแนะที่ไหนให้หนีหนี้โดยวิธีขายฝากที่ดิน
งานนี้ไม่มีเลี้ยงไว้เชิดหน้าชูคอ ขับรถเก๋งคันโตติดอีโก้แต่ไม่จ่ายหนี้

#ขอบคุณคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12250/2557 ที่ช่วยประสิทธิ์ประสาทวิชา และติดดาบเพิ่มให้อีก1เล่ม

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เลี้ยงทหารพันวัน เพื่อใช้ในสงครามวันเดียว

ไปจ่ายเบี้ยประกันชีวิตมา ซึ่งเป็น 1 ในหลายกรมธรรม์ประกันชีวิตของผม

ทำให้ได้นึกถึงประโยคหนึ่งที่ว่า "เลี้ยงทหารพันวัน เพื่อใช้ในสงครามวันเดียว" ซึ่งเป็นคำกล่าวของ สุมาอี้ เสนาธิการแห่งวุยก๊ก

ธรรมดาของมนุษย์ โดยเฉพาะคนไทยมักจะละเลยสิ่งที่คิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ยิ่งต้องเสียเงินยิ่งไปกันใหญ่ มองข้ามละเลยความจำเป็น ปฏิเสธตั้งแต่ยังไม่ฟังเหตุผล
เราทุกคนไม่ควรมองข้ามหรือละเลยสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ร่างกาย สุขภาพ ความปลอดภัย หรือแม้แต่ความอยู่รอดของธุรกิจ

-บริษัทหลายแห่ง ธุรกิจกำลังเติบโตก้าวหน้า แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าถ้ารุ่งขึ้นบริษัทถูกไฟไหม้ บริษัทฯจะอยู่รอดต่อไปได้ไหม เพราะไม่ได้ทำประกันเอาไว้
-พรรคพวกผมหลายคน ตอนหาเงินได้ก็รีบทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ให้พ่อให้แม่ ลูกเมียเอาไว้ เพราะไม่รู้ว่าหากวันใดบุคคลอันเป็นที่รักเกิดเจ็บป่วย จะเอาเงินที่ไหนไปรักษา
-หลายคนในขณะมีชีวิต อาจหาเงินเลี้ยงดูบุคคลอันเป็นที่รักได้ แต่ไม่อาจบอกได้ว่า ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีคุณ ใครจะดูแลบุคคลที่คุณรักต่อ

ทุกสิ่งที่ทำในปัจจุบัน ย่อมส่งผลในอนาคต
อย่าเสียดายกับสิ่งที่มีประโยชน์ แม้ว่าเรายังไม่ได้ใช้มัน

posted from Bloggeroid

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เรื่องขำๆของความเชื่อ

เรื่องขำๆของความเชื่อ

ผมมีโอกาสได้พาคุณแม่ไปเที่ยววัดถ้ำเสือ จังหวัดกาญจนบุรี [http://www.comingthailand.com/kanchanaburi/wat-thamsua.html]
ตามประสาชาวพุทธ
มีเรื่องที่อยากจะเล่า คือเรื่องของความเชื่อ

ที่วัดถ้ำเสือ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาหัวโล้น เมื่อเดินขึ้นบันไดไปแล้ว100กว่าขั้น บนยอดเขาที่ตั้งวัด ต้นไม้มีไม่ถึง20ต้น

ณ จุดหนึ่งมีบ่อน้ำ 1บ่อ ซึ่งทางวัดสร้างขึ้นมาประมาณว่าเป็นบ่อน้ำซึ่งมีน้ำซึมจากยอดเขา เป็นบ่อน้ำหรือน้ำมนต์ศักสิทธิ์ มีป้ายให้สาธุชนท่องบทสวดคาถา ขอพร หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ผมมองดูในบ่อแล้ว คงไม่ใช่น้ำที่ซึมจากยอดเขาแน่ๆ ยังไงก็น้ำประปาซึ่งทางวัดคงทำระบบปล่อยน้ำไว้  ให้น้ำไหลออกมาตามระดับน้ำของมัน

แต่ยังไงก็แล้วแต่ ยังไงก็ถือซะว่าคือน้ำมนต์เหมือนตามวัดต่างๆนั่นแหละ
แต่เรื่องที่จะเล่า ก็คือเรื่องที่ วัดนี้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติไปเที่ยวชมค่อนข้างมาก เพราะเป็นวัดที่มีความสวยและแปลกอีกแห่งหนึ่งของประเทศเลยก็ว่าได้
ผมเดินไปถึงจุดที่บ่อน้ำตั้งอยู่ สิ่งที่เห็นคือ ไม่รู้ใครไปบอกฝรั่งว่าเป็นบ่อน้ำศักสิทธิ์ ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ตามความเชื่อคนไทย

เอาซิครับ...คราวนี้ ฝรั่งตักน้ำมาล้างหน้า พรมหัว ดื่มกิน แบ่งกันทั้งชายหญิง กินกันใหญ่ ทั้งที่เขาเหล่านั้นไม่ได้นับถือศาสนาพุทธแน่ ! และก็คงไม่ได้มีความเชื่อในเรื่องแบบนี้แน่ๆ แต่ก็ไหนๆแล้ว มาถึงทั้งที เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม

ผมดูแล้วก็อดขำไม่ได้ ถึงความน่ารักของฝรั่ง แต่ก็อยากเตะไอ้คนไปหลอกเขานี่แหละ ไม่รู้ไปบอกให้เอามาดื่มได้ยังไง เพราะคนไทย ยังแค่เอามาล้างมือ หรือพรมหัวเท่านั้นเอง มองดูในบ่่อน้ำก็ไม่น่าจะสะอากพอที่จะเอามาดื่มได้

ซ้ำกว่านั้น พักนึง มีเจ๊ ! คนหนึ่งเดินมา แล้วก็ตามประสาคนแก่ ที่บนปากบ่อน้ำ มีท่อนไม้แห้งๆอยู่ท่อนหนึ่ง ไม่รู่ใครเอาพวงมาลัยไปคล้องไว้หลายพวง
เจ๊ ! แกเดินมา ตักน้ำในบ่อศักสิทธิ์รดตอไม้ซะเลย ประมาณหนึ่งเป็นพิธีกรรม หรือวิธีขอพร

คราวนี้ล่ะ นักท่องเที่ยวน่าจะชาวเอเชีย ทำตามเลย ไม่ตักกินแล้ว แต่ตักน้ำรดท่อนไม้กันใหญ่ กลายเป็นพิธีกรรมศักสิทธิ์ไปซะงั้น
ผมเลยขำหนักกว่าเก่า...เลยถามเจ๊ ! แกไปว่า
ผม : แม่...เอาน้ำไปรดท่อนไม้ทำไม
แม่ : เห็นมันแห้งๆอยากให้ชุ่มชื่น(พร้อมหัวเราะ)

แล้วดูสิ่งที่แม่ผมทำ กลายเป็นพิธีศักสิทธิ์ซะงั้น
นักท่องเที่ยวยืนต่อคิวรอตักน้ำรดท่อนไม้...555

วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2558

รุ่นใหญ่ให้กำลังใจกัน # ทนายแจ็ค

*เมื่อคราวทำงานครบวาระ 11 ปี ที่
บริษัท ซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด ไฟแนนท์ในตำนาน
ยังจำได้ อยู่ฝ่ายกฎหมาย ทำงานตั้งแต่
วิ่งส่งเอกสาร เป็นเสมียนทนาย คัดเอกสาร ติดต่อราชการทั้งเขต ศาล ที่ดิน กรมบังคับคดี ยังจำได้
จนพัฒนาตัวมาทำงานบังคับคดี ได้ใบอนุญาตให้เป็นทนายความ จนมาเป็นหัวหน้าหรือลูกพี่คน
คดีบังคับคดีผ่านมือมาเกือบหมื่น ตามหนี้ ยึดทรัพย์ บังคับคดี สนองคุณบริษัท ยึดทรัพย์เองน่าจะเกินร้อย แต่ที่สั่งให้เขาทำน่าจะหลายพัน จบคดีน่าจะครึ่งหมื่น

*ทำงานทำคดีอย่างไรก็ไม่เคยให้พลาด ด้วยระมัดระวังตัวไว้เสมอ
แต่จนแล้วจนรอด เมื่อตอนทำงานครบ11ปี ความผิดพลาดก็เข้ามาเยือน ทุกสิ่งเกิดจากคำว่า
"ประมาท"คำเดียว เป็นคดีที่แก้ไม่ตก ซึ่งถึงจะจัดการปัญหาเสร็จสิ้นได้แล้ว
แต่มันคือบาดแผลของคนอย่างผม
จนไอ้น้องชาย มันแท็ก คลิปยูทูป มาให้ดู

*ผมนี่นั่ง...อ่านเลย* เพราะแปลไม่ออก
โจโฉพูดได้โดนใจมาก ตัดมาให้ดูกัน: http://youtu.be/ddKcF2DGmhI

*พอจะถอดใจความมาให้อ่านกัน*

หัวหน้ากองทหารก็เหมือนหมอ ทุกครั้ง...
ที่รักษาคนไข้ ยิ่งรักษาก็จะยิ่งเก่งขึ้น พูดอีกอย่างก็คือ ยิ่งคนตาย จากการรักษาผิดพลาด หมอจะเรียนรู้มากขึ้น

ถ้าหัวหน้ากองทหารไม่เคยพ่ายแพ้
เขาจะรู้ได้ยังไงว่ารบยังไงถึงจะชนะ?
ในโลกนี้ไม่มีใครที่ไหนหรอก ที่จะรบชนะตลอด
คนที่ไม่ถอดใจเท่านั้น,
ถึงจะแข็งแกร่งขึ้นและได้พบกับชัยชนะที่แท้จริง

ทหารแปดแสนสามหมื่นคนของเราบุกกังตั๋ง
แต่เราแพ้ให้กับทัพซุนและเล่าปี่ ที่มีแค่หกหมื่น
ทำไม? ข้าคิดหาเหตุผลมาตลอด

ช่วงหลายปีมานี้เราทำศึกชนะมาตลอด
ทหารเริ่มลำพอง,แม่ทัพเริ่มเกียจคร้าน
เราจึงพาดูถูกคู่ต่อสู้
ข้ามองไม่ออกแม้กระทั่งแผนแปรพักตร์ง่ายๆ
เพราะงั้นแผนใช้ไฟของกังตั๋งจึงได้ผล
และก็เป็นแบบที่เห็น

ข้าคิดว่าถึงเวลาแล้วที่พวกเราต้องลิ้มรสความ
พ่ายแพ้บ้าง
การล้มเหลวเป็นเรื่องดี
ความล้มเหลว สอนให้รู้วิธีประสบความสำเร็จ
ความล้มเหลว สอนให้รู้ว่าจะเอาชนะยังไง
ความล้มเหลว สอนให้เรารู้ว่าจะรวมแผ่นดินยังไง

ถ้าคนเราอยากประสบความสำเร็จ
เขาต้องรู้ว่าตอนไหนต้องเดินหน้า หรือปล่อยวาง

การทำสงครามก็เช่นกัน คนเราต้องชนะได้
และรับความพ่ายแพ้ได้

แม้เราจะพบกับความพ่ายแพ้ที่ผาแดง
แต่ดินแดนของเรา ไม่ได้เสียหายอะไรเลย
เรายังมีเมืองของเราครบ
มณฑลทั้งสี่ เมืองต่างๆ,กองทัพที่เหลือ,
ประชาชน,ภาษีที่เก็บได้
ยังมีมากกว่าซุนกับเล่ารวมกันมากมายนัก
ราชสำนักยังอยู่ที่ฉูฉาง และยังเป็นของเรา
แต่ซุนกับเล่าละ มีอะไร?
ในยามคับขัน พวกเขาจะร่วมมือกัน ต่อสู้ศัตรู
แต่เมื่อได้รับชัยชนะแล้ว พวกเขาจะระแวงกัน
และวางแผนเข้าใส่กันเอง อย่างเช่น
ถ้าเกิดจิวยี่และจูเก่อเหลียง ร่วมแรงร่วมใจกันแบบจริงใจ มีหรือที่ พวกเราทั้งหมดจะรอดชีวิตกันมาได้...?

นั่งดูคลิปแล้วอ่านจนจบ
*ผมนี่ลุกขึ้น..พนมมือสาธุ สาธุ สาธุ เลย*


*เฮ้ย! นี่มันตรงจริงๆ ถึงแม้ผมจะไม่ใช่โจโฉ หรือขุนทหารของโจโฉ และนี่ก็เป็นเพียงแค่บทในซีรี่ย์ สามก๊ก 2010 แต่คำกล่าวของโจโฉ นั่งอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ ซ้ำไปซ้ำมา ครั้งนี้มันเตือนสติได้จริงๆ
นั่งดู นั่งอ่านแล้ว รู้สึกกลับมามีพลังอีกครั้ง


*เหตุความผิดพลาดนี้ เตือนสติผมขึ้นได้มาก
ได้เรียนรู้กับตัวเอง รู้ว่าใครมิตร และใครคิดไม่ดี
และสอนให้ผมเรียนรู้จากความผิดพลาด และเรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองต่อไป อย่างไร ทั้งได้มองย้อนกลับไปดูที่จุดเริ่มต้นของตัวเอง

เราทำอะไรอยู่..และเราต้องการอะไร.. แล้วเราจะทำเช่นไร..อย่างไร..ต่อไป..


***ในปีนี้ และปีต่อๆไป จะเป็นปีที่มีแต่การเรียนรู้ และปีแห่งความก้าวหน้า พัฒนาตนเอง
ความประมาท ผิดพลาดไม่ให้มีซ้ำรอย