แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เรื่องขำๆของความเชื่อ

เรื่องขำๆของความเชื่อ

ผมมีโอกาสได้พาคุณแม่ไปเที่ยววัดถ้ำเสือ จังหวัดกาญจนบุรี [http://www.comingthailand.com/kanchanaburi/wat-thamsua.html]
ตามประสาชาวพุทธ
มีเรื่องที่อยากจะเล่า คือเรื่องของความเชื่อ

ที่วัดถ้ำเสือ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาหัวโล้น เมื่อเดินขึ้นบันไดไปแล้ว100กว่าขั้น บนยอดเขาที่ตั้งวัด ต้นไม้มีไม่ถึง20ต้น

ณ จุดหนึ่งมีบ่อน้ำ 1บ่อ ซึ่งทางวัดสร้างขึ้นมาประมาณว่าเป็นบ่อน้ำซึ่งมีน้ำซึมจากยอดเขา เป็นบ่อน้ำหรือน้ำมนต์ศักสิทธิ์ มีป้ายให้สาธุชนท่องบทสวดคาถา ขอพร หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ผมมองดูในบ่อแล้ว คงไม่ใช่น้ำที่ซึมจากยอดเขาแน่ๆ ยังไงก็น้ำประปาซึ่งทางวัดคงทำระบบปล่อยน้ำไว้  ให้น้ำไหลออกมาตามระดับน้ำของมัน

แต่ยังไงก็แล้วแต่ ยังไงก็ถือซะว่าคือน้ำมนต์เหมือนตามวัดต่างๆนั่นแหละ
แต่เรื่องที่จะเล่า ก็คือเรื่องที่ วัดนี้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติไปเที่ยวชมค่อนข้างมาก เพราะเป็นวัดที่มีความสวยและแปลกอีกแห่งหนึ่งของประเทศเลยก็ว่าได้
ผมเดินไปถึงจุดที่บ่อน้ำตั้งอยู่ สิ่งที่เห็นคือ ไม่รู้ใครไปบอกฝรั่งว่าเป็นบ่อน้ำศักสิทธิ์ ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ตามความเชื่อคนไทย

เอาซิครับ...คราวนี้ ฝรั่งตักน้ำมาล้างหน้า พรมหัว ดื่มกิน แบ่งกันทั้งชายหญิง กินกันใหญ่ ทั้งที่เขาเหล่านั้นไม่ได้นับถือศาสนาพุทธแน่ ! และก็คงไม่ได้มีความเชื่อในเรื่องแบบนี้แน่ๆ แต่ก็ไหนๆแล้ว มาถึงทั้งที เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม

ผมดูแล้วก็อดขำไม่ได้ ถึงความน่ารักของฝรั่ง แต่ก็อยากเตะไอ้คนไปหลอกเขานี่แหละ ไม่รู้ไปบอกให้เอามาดื่มได้ยังไง เพราะคนไทย ยังแค่เอามาล้างมือ หรือพรมหัวเท่านั้นเอง มองดูในบ่่อน้ำก็ไม่น่าจะสะอากพอที่จะเอามาดื่มได้

ซ้ำกว่านั้น พักนึง มีเจ๊ ! คนหนึ่งเดินมา แล้วก็ตามประสาคนแก่ ที่บนปากบ่อน้ำ มีท่อนไม้แห้งๆอยู่ท่อนหนึ่ง ไม่รู่ใครเอาพวงมาลัยไปคล้องไว้หลายพวง
เจ๊ ! แกเดินมา ตักน้ำในบ่อศักสิทธิ์รดตอไม้ซะเลย ประมาณหนึ่งเป็นพิธีกรรม หรือวิธีขอพร

คราวนี้ล่ะ นักท่องเที่ยวน่าจะชาวเอเชีย ทำตามเลย ไม่ตักกินแล้ว แต่ตักน้ำรดท่อนไม้กันใหญ่ กลายเป็นพิธีกรรมศักสิทธิ์ไปซะงั้น
ผมเลยขำหนักกว่าเก่า...เลยถามเจ๊ ! แกไปว่า
ผม : แม่...เอาน้ำไปรดท่อนไม้ทำไม
แม่ : เห็นมันแห้งๆอยากให้ชุ่มชื่น(พร้อมหัวเราะ)

แล้วดูสิ่งที่แม่ผมทำ กลายเป็นพิธีศักสิทธิ์ซะงั้น
นักท่องเที่ยวยืนต่อคิวรอตักน้ำรดท่อนไม้...555

วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2557

สักการะพระพุทธบาทตะแคง วัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก #ทนายแจ็ค

ในสมัยก่อน(ประมาณ20ปีขึ้นไป)เป็นที่ทราบกันในจังหวัดพิษณุโลกว่า ทุกๆปีจะมีงานประจำปีของจังหวัดใหญ่ๆอยู่3งานคือ
1.งานสมโภชองค์หลวงพ่อพระพุทธชินราชหรือที่ชาวพิโลกเรียกง่ายๆว่างานวัดใหญ่
2.งานกาชาด
3.งานวัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลงหรือเรียกง่ายๆว่างานเขาสมอแคลง


ด้วยความที่เป็นเด็กพิโลกโดยกำเนิด ดังนั้นในทุกๆปีตั้งแต่เด็ก ทั้งงานวัดใหญ่และงานกาชาดผมจะได้เที่ยวทุกปี เริ่มตั้งแต่พ่อแม่พาไปแต่เด็ก5-6ขวบ และเมื่ออายุได้ซัก10ขวบก็จะปั่นจักรยานไปเองถึงจะไกลหน่อยประมาณ10กม.แต่ก็ตามประสาเด็กๆ แต่เมื่อเข้าเรียนมัธยมนี่สบายสุด คือเดินไปเลยเพราะโรงเรียนประจำจังหวัดที่ผมเรียนนี่อยู่ใกล้ๆเลยทั้งงานกาชาดที่ต้องจัดที่ศาลากลางจังหวัดและงานวัดใหญ่ที่จัดที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร คือทุกครั้งที่มีงานต้องเดินผ่านแน่ๆไม่งั้นก็คงไม่ได้กลับบ้านก็เลยแวะทุกวันที่มีงาน เมื่อเข้ามัธยม4ก็ใช้มอไซด์เพราะเลิกขึ้นรถประจำทางแล้ว แต่เมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหงจนทำงานถึงปัจจุบันแล้วน่าจะ15ปีก็ไม่เคยได้ไปอีกเลย ถึงแม้เมื่อตอนเด็กจะได้เที่ยวทั้งงานวัดใหญ่กับงานกาชาดอยู่ออกบ่อย แต่มีอยู่งานนึงที่ยังไม่เคยได้ไปแม้ซักครั้งเดียวก็คืองานเขาสมอแคลง ซึ่งอาจเป็นเพราะงานเขาสมอแคลงจะจัดงานต่างอำเภอ คืออำเภอวังทอง ซึ่งตอนเด็กมาก การเดินทางไม่ค่อยสะดวกและพอโตมาหน่อยก็ไม่ได้ใคร่อยากไปมากนัก จึงทำให้เป็นงานเดียวที่ไม่เคยไปแม้ซักครั้ง
ซึ่งตัวผมเองเมื่อไม่เคยได้ไปงานเขาสมอแคลงก็ต้องขอแวะไปวัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลงซักครั้งนึง เพื่อหาคำตอบว่าเพราะอะไร เหตุใด งานเขาสมอแคลงในสมัยก่อน จึงเป็นงานใหญ่ระดับจังหวัด มีผู้คนมาสักการะรอยพระพุทธฉายจากทั่วสารทิศ

กล่าวถึงเขาสมอแคลงนั้น เป็นภูเขาขนาดย่อม สูงจากพื้นประมาณ200เมตร ตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางท้องทุ่ง ริมถนนทางไป อ.วังทอง หรือทางไป จ.เพชรบูรณ์ ประมาณหลักกิโลเมตรที่14-15 ซึ่งในอดีตคาดว่าน่าจะมีวัดที่ตั้งอยู่ที่เขาสมอแคลงนี้อยู่ถึง7วัด ซึ่งนั่นหมายความว่าบริเวณนี้ต้องเคยมีชุมชนขนาดใหญ่ตั้งอยู่เช่นกัน
อันเขาสมอแคลงนี้มีวัดสำคัญตั้งอยู่วัดนึงก็คือวัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตีนเขาด้านข้างค่อนไปด้านหลังของเขาสมอแคลง ซึ่งต้องเข้าไปตามทางประมาณ500เมตร ซึ่งต้องสังเกตุซุ้มประตูวัดให้ดีถึงจะเห็นทางเข้าวัด ซึ่งต้องขอบอกให้ชัดแจ้งว่าวัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลงนี้ ไม่ใช่วัดเจ้าแม่กวนอิมหยกขาวที่ใหญ่ที่สุดในโลก(วัดราชคีรีหิรัญยาราม) และไม่ใช่โรงเจไซทีฮุกตึ๊ง(ศาลเจ้าเห้งเจีย) ที่ตั้งอยู่เด่นชัดเป็นจุดสังเกตุและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งตั้งอยู่บนเขาสมอแคลงแต่อย่างใด

วัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลงนี้ มีสิ่งศักดิสิทธิ์สำคัญคือ รอยพระพุทธฉาย(รอยพระพุทธบาทบนผนังหิน) ซึ่งประวัติของรอยพระพุทธฉายนั้นไม่ชัดเจน โดยตำนานกล่าวว่าได้จำลองมาจากรอยพระพุทธฉายจากเขาสุมณกูฏในลังกา โดยพระเจ้าลิไท สมัยกรุงสุโขทัย โดยอิงตามหลักศิลาจารึกหลักที่8 ซึ่งกล่าวถึงการราชาภิเษกพระเจ้าลิไท การเสด็จแห่รอยพระพุทธพระพุทธบาทขึ้นเขา และอิงตามที่พระเจ้าลิไทเคยครองเมืองพิษณุโลกถึง7ปี เจือผสมกันไป แต่เมื่อได้ลองหาข้อมูลแล้วทราบว่า ศิลาจารึกหลักที่8 น่าจะกล่าวถึงเขาพระบาทใหญ่ ใน ต.เมืองเก่า จ.สุโขทัย(เขาสุมณกูฏ ซึ่งเป็นชื่อเขาสำคัญที่มีรอยพระพุทธบาทในลังกา) ซึ่งของสุโขทัยเอาชื่อทางลังกามาสมมุติตามความเชื่อมากกว่า
ดังนั้นเมื่อประวัติผมไม่ทราบแน่ชัด จึงขอเล่าถึงรอยพระพุทธฉายตามศรัทธาของผมที่ได้ไปมาเองในปัจจุบันเท่านั้น
การขึ้นสักการะรอยพระพุทธฉายนั้น จะมีทางขึ้นอยู่สองชั้น ชั้นแรกเป็นบันไดปูนเดินสะดวก ราวบันไดเป็นพญานาคปูนปั้นประดับสวยงามตลอดแนวทางขึ้นชั้นแรก ความสูงและจำนวนขั้นบันไดในชั้นแรกก็เพียงแค่เมื่อยเข่าเท่านั้น เมื่อถึงชั้นแรกจะมีจุดนั่งพักเหนื่อย












ในส่วนทางขึ้นชั้นสองนั้นจะแยกไปสองทาง ทางขวามือจะแยกขึ้นไปทางเจดีย์ด้วน(ปัจจุบัน ทางขึ้นมีการสร้างศาลเจ้าเห้งเจียไว้ระหว่างทาง ซึ่งขับรถขึ้นมาได้จากอีกทาง ภูมิทัศน์จึงเปลี่ยนไปจนไม่เห็นทางขึ้นเดิม)ซึ่งหากจะเดินขึ้นไปเจดีย์ด้วน ต้องเดินขึ้นไปอีกไกลมาก จึงขอเล่าเฉพาะทางขึ้นด้านซ้ายเพื่อนำไปสักการะรอยพระพุทธฉาย ซึ่งทางขึ้นในส่วนชั้นสองนั้นเป็นบันไดปูนเล็กบ้าง สลับกันไปกับโขดหินหรือเนินดินบ้าง แต่มีความชันมากขึ้นแต่ก็ไม่อันตรายจนเกินไป ทางขึ้นชั้นสองนี้ชันขึ้นแต่ก็ไม่สูงมาก ผู้เฒ่าที่พอมีกำลังก็เดินขึ้นไหว แต่หนุ่มใหญ่ก็พอหอบ







เมื่อเดินขึ้นมาแล้วจะเห็นโขดหิดขนาดใหญ่เป็นแง่นออกมาชัดเจน และเมื่อเดินถึงฐานโขดหินนี้จะเห็นบันไดเล็กให้ไต่ขึ้นไปที่ระหว่างช่องของโขดหินนี้ ซึ่งนั่นก็คือที่ตั้งของรอยพระพุทธฉาย






รอยพระพุทธฉายอยู่ในช่องของโขดหิน


ทางขึ้นสักการะรอยพระพุทธฉายที่โขดหินนี้ รองรับคนขึ้นได้เพียงครั้งละไม่เกิน3-4คน เท่านั้น
เมื่อขึ้นไปแล้วเราจะพบรอยพระพุทธฉายนี้อยู่บนผนังหินในซอกกลางโขดหิน ให้เราได้สักการะ ด้วยเหตุที่รอยพระพุทธฉายนี้ปรากฏอยู่บนผนะงหิน แทนที่จะเป็นพื้นหินหรือพื้นราบโดยทั่วไป รอยพระพุทธฉายนี้จึงถูกเรียกว่า "พระพุทธบาทตะแคง"








ระหว่างสักการะพระพุทธบาทตะแคงกับผนังหินนี้ สามารถมองวิวทิวทัศน์ข้างล่างได้


ด้วยความศรัทธาจึงต้องมาหาคำตอบ จึงได้รู้ว่ารอยพระพุทธฉายที่วัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลงนี้ ไม่เหมือนที่อื่นในประเทศไทยที่ทั้งหมดตั้งอยู่บนพื้นหินหรือพื้นราบ แต่ที่นี้อยู่บนผนังหิน ซึ่งแปลกตาและแปลกในที่ตั้งอยู่มาก ยิ่งนึกย้อนไปในอดีตมากกว่า20กว่าปี ในขณะที่ความเชื่อและศรัทธาของผู้คนยังมากกว่านี้ (ไม่ได้หมายว่าความศรัทธาลดลง แต่หมายถึงปัจจุบันมีวัดซึ่งผันตัวเองเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มากขึ้น) การเดินทางและความเจริญยังไม่มาก ถนนหนทางที่ลำบาก การจะเดินทางมาที่วัดในงานประจำปี และการปฏิบัติในการเดินขึ้นไปสักการะรอยพระพุทธฉาย รวมถึงขึ้นไปสักการะเจดีย์ด้วน(เล่าไว้แล้วว่าขึ้นไปอีกไกลมาก)ต้องอาศัยความพยายามและอดทนพอสมควร จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมงานเขาสมอแคลงในอดีตจึงเป็นงานระดับจังหวัดมีผู้คนศรัทธาเดินทางมาจากทั่วทุกทิศ และมีงานรื่นเริงที่ผู้คนมาสนุกสนานกัน แต่ในปัจจุบันเขาสมอแคลงเป็นที่รู้จักในบริบทของที่ท่องเที่ยวชมวิวทิวทัศน์ของวัดเจ้าแม่กวนอิมหยกขาวและโรงเจ ซึ่งตั้งอยู่บนเขาสมอแคลงเท่านั้น
ชาวพิโลกรุ่นใหม่คงไม่ค่อยมีใครรู้จักวัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลง และงานเขาสมอแคลงที่มีขึ้นประมาณวันขึ้น13-15ค่ำเดือน3ของทุกปี วิธีปฏิบัติเริ่มเลือนหายไป กลายเป็นงานบุญประจำปีที่ไม่ค่อยมีผู้รู้จักและผู้คนมาเดิน