วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ทนายแจ็ค สู้สิบทิศ

"บางสิ่งที่กูไม่รู้
   ไม่ใช่เพราะความไม่รู้
     แต่เพราะกูเลือกที่จะรู้"
วิชาชีพทนายความ มันแปลกกว่าวิชาชีพอื่นๆ อย่างเช่นหมอ หรือวิศวะ ก็ตรงที่ มันไม่มีการแยกความชำนาญเฉพาะทางเอาไว้ ว่าทนายความแต่ละท่านแต่ละคน ชำนาญหรือเชี่ยวชาญกฎหมายหรืองานด้านไหน ทั้งที่กฎหมายของประเทศไทยเรา มีไม่รู้กี่ร้อยกี่พันฉบับ

ประชาชนคนทั่วไป จึงมักคิดไปเองเสมอว่า เมื่อได้ชื่อว่า"ทนายความ"แล้ว ย่อมสมควรรู้และตอบหรือแก้ปัญหาให้ได้ทุก
เรื่องเกี่ยวกับด้านกฎหมาย

ดังนั้น จงอย่าคิดไปเอง ว่าทนายจะแก้ปัญหาให้ได้ทุกเรื่อง และต้องรู้ทุกเรื่อง
  การเลือกใช้ทนายที่มีความรู้ความชำนาญเฉพาะด้าน หรือเฉพาะทาง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
#ทนายความ

วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ไม่ใช่กู "แล้วใครจะทำงาน" #ทนายแจ็ค

ไม่รักกู ไม่ชอบกู
แล้วถ้าไม่มีกู "ใครจะทำงาน"


#กูมันคนไม่มีซุ้ม


#Thank ครับเจ้านาย ที่ยังไว้ใจ
#Thank เพื่อนร่วมงาน พี่ทนาย และพรรคพวกอีกหลายท่าน
#Thank ลูกน้อง ที่เป็นภาระหน้าที่ให้ต้องสู้

posted from Bloggeroid

วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557

ขายแซนวิชมันไม่ผิดหรอกครับ

พ่อโทรมาคุยด้วยในรอบประมาณ20วัน
ไม่ได้ห่วงที่เห็นผมหายไปนาน
แต่เพราะไปเห็นหลานชายแกยืนขายแซนวิชอยู่ ซึ่งพ่อแกก็คงจะคุยด้วยและถามนู่นนี่ตามประสา
แกเป็นห่วงมัน ก็เลยโทรหาผมเพื่อให้ช่วยหางาน หรือหาวิธีที่ให้การงานของมันดูมั่นคงหน่อย

แต่คำตอบที่ได้จากผม คือผมเคยคุยกะมันแล้ว รวมถึงเมียมันด้วย เคยคุยกันว่า เอ่อ...มึงขายแซนวิชนะดีแล้ว อย่ากลับเข้ามาทำงานบริษัทเอกชนอีกเลย แม่งมันเป็นขี้ข้าเขา ทำยังไงบริษัทมันก็ไม่เลี้ยงให้เราเจริญหรอก ทนขายแซนวิชเป็นนายตัวเองสบายใจตายห่า สมองปลอดโปร่ง ทำเท่าไหนก็ได้เท่านั้น จะได้มีเวลาไปคิดการอื่นเพื่อเป็นเจ้านายตัวเอง ให้ดียิ่งขึ้น เป็นขี้ข้าเขาทำยังไงมันก็ไม่ได้ตัวเองหรอก
แล้วผมยังตบท้ายกับพ่ออีกว่า ถ้าคิดได้ตั้งนานแมร่งผมออกไปเป็นทนายอาชีพตั้งนานแล้ว ไม่อยู่ให้เครียดคอยเดาอารมย์เจ้านายหรอก
แต่ก็นั่นล่ะ เลือกเดินมาแล้วก็ไม่คิดจะกลับหลังเหมือนกัน
สุดท้าย...พ่อเลยตอบว่า เออเออ ก็ตามนั้นแหละ ขายแซนวิชก็ดีแล้ว
ปล.แซนวิชของมัน ผมกินแล้ว มันทำแซนวิชเพื่อสุขภาพ ขนมปังโฮลวีต ผมว่ามันขายได้นะ อร่อยดี กินไปหมดไปคนมันก็ซื้อทุกวัน


posted from Bloggeroid

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

ริจะเป็นทนาย "จะติดคุก ก็ต้องติดเพราะมือตัวเอง" #ทนายแจ็ค

ริจะเป็นทนาย "จะติดคุก ก็ต้องติดเพราะมือตัวเอง" นี่คือประโยคที่ผมสอนลูกน้องค่อนข้างจะบ่อย ผมต้องการให้พวกเขารู้จักระมัดระวังตัว มีความละเอียดถี่ถ้วนในการทำงาน เพราะงานประเภทเรามันมีวิชาชีพอยู่ในตัวของมันเอง แม้แต่คำพูดหรือตัวหนังสือที่เราเขียนก็คือวิชาชีพ จะทำงานโดยฟังเขามา หรือคนอื่นทำให้นี่ไม่ได้ ต้องตรวจสอบต้องทานความถูกต้องอยู่เสมอ ผิดพลาดไปแม้เล็กน้อย อาจไม่มีโอกาสแก้ตัว



โดยวิธีการทำงาน ผมมั่นใจในตัวเองสูง ไม่ว่ามีงานอะไร จะหนักจะเบา ไปมีอะไรยากเกินจะทำ และถึงแม้จะเป็นหัวหน้าคนแล้ว แต่ก็มักจะทำงานเองแทบทุกอย่าง ด้วยถือคติอย่างที่ว่า ไม่ค่อยอยากไว้วางใจใคร และถึงแม้ผมจะทำงานได้รวดเร็วและเป็นระบบ แต่มันก็มีจุดอ่อนคือ ทำอย่างไรก็ไม่ทัน ด้วยเนื้องานที่ค่อนข้างเยอะและยิ่งได้รับความไว้วางใจซึ่งมาพร้อมกับปัญหาที่เพิ่มมาตลอด ชนิดที่ว่า นึกอะไรไม่ออกก็บอกผม ซึ่งผมก็รับทำโดยไม่ตัดพ้อ และปฏิเสธงาน

และนั่นก็คือการเพิ่มจุดอ่อนขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งวิธีแก้ปัญหาของผมก็คือ ทำงานให้หนักขึ้น เพราะยังถือคติ "ไม่อยากติดคุกเพราะน้ำมือคนอื่น" แล้วมันก็ยิ่งเกิดปัญหาขึ้น เพราะหน้าที่ผมต้องบริหารงานบุคคลซึ่งมีทั้งทนายและเตรียมจะเป็นทนายความเป็นหลัก คือต้องใช้คนให้เป็นและทำงานให้ได้โดยความรับผิดชอบของพวกเขาเอง ไม่ใช่ผมลงมือทำด้วยตัวเอง



แล้วมันก็มาถึงวันที่ผมโดนกดดันให้ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานโดยการมอบหมายงานจนทำเองไม่ไหว เลยต้องถอยออกมาดูความเป็นไปของงานผ่านเหล่าบรรดาลูกน้องและว่าที่ทนายความทั้งหลาย โดยให้เป็นไปตามคำแนะนำหรือคำสั่งของผู้ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของผมอีกลำดับ แต่ทำไงดีในเมื่องานผมมันงานมีวิชาชีพ ทุกช่องทางที่ไม่ผ่านมือผม นั่นคือโอกาสผิดพลาดได้ตลอด แต่จะให้ลงมือเองซะหมดก็ไม่ไหวจะเคลียร์ละ เมื่อมองเห็นงานด้านไหนก็ปัญหา จุดที่ผมยืนอยู่คืองานจุดสุดท้ายของบริษัทแล้ว ไม่มีใครแก้ปัญหาต่อจากผมอีก หลุดจากผมนี่คือไม่มีอีกแล้ว หาคนระวังหลังให้ไม่มีเหมือนดั่งหัวหน้างานคนอื่น




"จะติดคุก ก็ต้องติดเพราะมือตัวเอง" คำนี้ที่ใช้สอนลูกน้อง คำนี้ในวันนี้มันดังก้องในหัว พร้อมกับสร้อยท้ายว่า "กูว่าแล้ว"
วิชาชีพทนาย มันไว้ใจใครไม่ได้จริงๆ
คำว่า ปฏิเสธงาน ไม่เคยมีสำหรับผม รับมาหมดตามเมตตา แต่เมื่อมากจนล้นก็ต้องวางใจให้คนอื่นทำตามบรรดาเจ้านายสั่ง
แล้วไงละทีนี้ งานที่ผมว่าง่ายที่สุดแต่เมื่อไม่ได้ผ่านมือผมเอง กลับมาสร้างปัญหาได้มากที่สุดในรอบ 11 ปี แห่งการทำงาน แล้วจะมีใครโดดมาช่วยหรือรับผิดชอบร่วมกับผมบ้างครับ#กูว่าแล้ว...ริจะเป็นทนาย "จะติดคุก ก็ต้องติดเพราะมือตัวเอง"


posted from Bloggeroid

วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

วัตรอันงดงาม, ที่วัด"ลำพญา" #ทนายแจ็ค

ในวันที่มีโอกาสได้เดินทางไปแถว อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม จึงได้ลองไปแวะที่"ตลาดน้ำวัดลำพญา"
เมื่อจอดรถแล้วเสร็จสรรพ สิ่งแรกที่นึกได้ว่าต้องทำก่อนเดินสำรวจตลาดน้ำ ก็คือนมัสการองค์หลวงพ่อในโบสถ์วัดลำพญาก่อนเป็นสิ่งแรก



จึงมุ่งเดินตรงไปยังโบสถ์ก่อน เมื่อใกล้ถึงพลันสายตามองไปเห็นพระหนุ่มสองรูปสะพายย่ามสีเดียวกับจีวรซึ่งพิเคราะห์แล้วน่าจะเป็น,อาคันตุกะเช่นกัน ดูสีจีวรและลักษณะการห่มคลุมจีวรเลยพอดูออกว่าเป็นพระสาย"ธรรมยุต" เดินตรงมายังทางเดินเข้าโบสถ์ด้วยเช่นกัน ผมจึงลดก้าวเดินลง เพื่อให้ทางแด่พระหนุ่มสองรูปก่อน เมื่อถึงเขตของโบสถ์ด้านนอกผมมองเห็นสิ่งหนึ่งที่พระรูปหนึ่งทำก็คือ การถอดรองเท้าตั้งแต่ยังไม่เข้าเขตโบสถ์แล้วจึงเดินเข้าไป ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความเคารพต่อสถานที่ ผมจึงสดุดตาขึ้นมาทันที(พื้นด้านนอกของโบสถ์แค่มองก็รู้ว่าร้อนมาก ปูกระเบื้องและเป็นเวลาบ่ายโมงโดนแดดมาทั้งวัน) ทั้งสองรูปเดินขึ้นไปทางประตูด้านข้างของโบสถ์ ส่วนตัวผมเดินอ้อมไปเข้าประตูด้านหน้าโบสถ์ พอเข้าไปก็เห็นพระอาคันตุกะทั้งสองรูป กำลังห่มจีวรใหม่ คือแต่เดิมห่มจีวรแบบคลุมมา(ห่มปิดไหล่ทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นไปตามพระธรรมวินัยที่ถูกต้องในการออกนอกเขตวัด)ได้ห่มจีวรใหม่เป็นแบบห่มเฉวียงบ่า(เป็นการห่มแบบลดไหล่ คือปิดไหล่ข้างเดียว) และทั้งสองรูปเปิดย่ามนำผ้าสังฆาฏิที่นำมาด้วยห่มพาดไหล่ทับอีกที ซึ่งตั้งแต่ผมเดินเข้ามาผมมองพระทั้งสองรูปนี้ตลอด จนผมกราบนมัสการหลวงพ่อประจำโบสถ์เสร็จ พระทั้งสองรูปก็ยังห่มจีวรไม่เสร็จ จึงมีเวลานั่งดูต่อตั้งแต่เริ่มห่มจนนำผ้าสังฆาฏิพาดบ่า และนำผ้ารองนั่งบางๆมาปูก่อนที่พระทั้งสองรูปจะเริ่มนั่งแล้วจึงกราบนมัสการพระพุทธรูป ซึ่งการกราบก็ไม่ได้กราบแบบลวกๆเหมือนเราทั่วไป ท่านท่องบทสวดต่างๆก่อน แล้วจึงค่อยบรรจงกราบอย่างช้าๆ





การห่มจีวรแบบเฉวียงบ่าและนำผ้าสังฆาฏิพาด ซ้อนบ่าเป็นการห่มจีวรในการแสดงความเคารพก่อนที่พระทั้งสองรูปจะกราบนมัสการองค์หลวงพ่อในโบสถ์ ซึ่งแสดงถึงความตั้งใจและบรรจงในการให้ความเคารพอย่างสูงของพระสงฆ์ทั้งสองรูปทำให้ผมรู้สึกยินดีใน"วัตร"ปฏิบัติของทั้งสองรูปนัก

posted from Bloggeroid

วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2557

สักการะพระพุทธบาทตะแคง วัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก #ทนายแจ็ค

ในสมัยก่อน(ประมาณ20ปีขึ้นไป)เป็นที่ทราบกันในจังหวัดพิษณุโลกว่า ทุกๆปีจะมีงานประจำปีของจังหวัดใหญ่ๆอยู่3งานคือ
1.งานสมโภชองค์หลวงพ่อพระพุทธชินราชหรือที่ชาวพิโลกเรียกง่ายๆว่างานวัดใหญ่
2.งานกาชาด
3.งานวัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลงหรือเรียกง่ายๆว่างานเขาสมอแคลง


ด้วยความที่เป็นเด็กพิโลกโดยกำเนิด ดังนั้นในทุกๆปีตั้งแต่เด็ก ทั้งงานวัดใหญ่และงานกาชาดผมจะได้เที่ยวทุกปี เริ่มตั้งแต่พ่อแม่พาไปแต่เด็ก5-6ขวบ และเมื่ออายุได้ซัก10ขวบก็จะปั่นจักรยานไปเองถึงจะไกลหน่อยประมาณ10กม.แต่ก็ตามประสาเด็กๆ แต่เมื่อเข้าเรียนมัธยมนี่สบายสุด คือเดินไปเลยเพราะโรงเรียนประจำจังหวัดที่ผมเรียนนี่อยู่ใกล้ๆเลยทั้งงานกาชาดที่ต้องจัดที่ศาลากลางจังหวัดและงานวัดใหญ่ที่จัดที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร คือทุกครั้งที่มีงานต้องเดินผ่านแน่ๆไม่งั้นก็คงไม่ได้กลับบ้านก็เลยแวะทุกวันที่มีงาน เมื่อเข้ามัธยม4ก็ใช้มอไซด์เพราะเลิกขึ้นรถประจำทางแล้ว แต่เมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหงจนทำงานถึงปัจจุบันแล้วน่าจะ15ปีก็ไม่เคยได้ไปอีกเลย ถึงแม้เมื่อตอนเด็กจะได้เที่ยวทั้งงานวัดใหญ่กับงานกาชาดอยู่ออกบ่อย แต่มีอยู่งานนึงที่ยังไม่เคยได้ไปแม้ซักครั้งเดียวก็คืองานเขาสมอแคลง ซึ่งอาจเป็นเพราะงานเขาสมอแคลงจะจัดงานต่างอำเภอ คืออำเภอวังทอง ซึ่งตอนเด็กมาก การเดินทางไม่ค่อยสะดวกและพอโตมาหน่อยก็ไม่ได้ใคร่อยากไปมากนัก จึงทำให้เป็นงานเดียวที่ไม่เคยไปแม้ซักครั้ง
ซึ่งตัวผมเองเมื่อไม่เคยได้ไปงานเขาสมอแคลงก็ต้องขอแวะไปวัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลงซักครั้งนึง เพื่อหาคำตอบว่าเพราะอะไร เหตุใด งานเขาสมอแคลงในสมัยก่อน จึงเป็นงานใหญ่ระดับจังหวัด มีผู้คนมาสักการะรอยพระพุทธฉายจากทั่วสารทิศ

กล่าวถึงเขาสมอแคลงนั้น เป็นภูเขาขนาดย่อม สูงจากพื้นประมาณ200เมตร ตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางท้องทุ่ง ริมถนนทางไป อ.วังทอง หรือทางไป จ.เพชรบูรณ์ ประมาณหลักกิโลเมตรที่14-15 ซึ่งในอดีตคาดว่าน่าจะมีวัดที่ตั้งอยู่ที่เขาสมอแคลงนี้อยู่ถึง7วัด ซึ่งนั่นหมายความว่าบริเวณนี้ต้องเคยมีชุมชนขนาดใหญ่ตั้งอยู่เช่นกัน
อันเขาสมอแคลงนี้มีวัดสำคัญตั้งอยู่วัดนึงก็คือวัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตีนเขาด้านข้างค่อนไปด้านหลังของเขาสมอแคลง ซึ่งต้องเข้าไปตามทางประมาณ500เมตร ซึ่งต้องสังเกตุซุ้มประตูวัดให้ดีถึงจะเห็นทางเข้าวัด ซึ่งต้องขอบอกให้ชัดแจ้งว่าวัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลงนี้ ไม่ใช่วัดเจ้าแม่กวนอิมหยกขาวที่ใหญ่ที่สุดในโลก(วัดราชคีรีหิรัญยาราม) และไม่ใช่โรงเจไซทีฮุกตึ๊ง(ศาลเจ้าเห้งเจีย) ที่ตั้งอยู่เด่นชัดเป็นจุดสังเกตุและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งตั้งอยู่บนเขาสมอแคลงแต่อย่างใด

วัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลงนี้ มีสิ่งศักดิสิทธิ์สำคัญคือ รอยพระพุทธฉาย(รอยพระพุทธบาทบนผนังหิน) ซึ่งประวัติของรอยพระพุทธฉายนั้นไม่ชัดเจน โดยตำนานกล่าวว่าได้จำลองมาจากรอยพระพุทธฉายจากเขาสุมณกูฏในลังกา โดยพระเจ้าลิไท สมัยกรุงสุโขทัย โดยอิงตามหลักศิลาจารึกหลักที่8 ซึ่งกล่าวถึงการราชาภิเษกพระเจ้าลิไท การเสด็จแห่รอยพระพุทธพระพุทธบาทขึ้นเขา และอิงตามที่พระเจ้าลิไทเคยครองเมืองพิษณุโลกถึง7ปี เจือผสมกันไป แต่เมื่อได้ลองหาข้อมูลแล้วทราบว่า ศิลาจารึกหลักที่8 น่าจะกล่าวถึงเขาพระบาทใหญ่ ใน ต.เมืองเก่า จ.สุโขทัย(เขาสุมณกูฏ ซึ่งเป็นชื่อเขาสำคัญที่มีรอยพระพุทธบาทในลังกา) ซึ่งของสุโขทัยเอาชื่อทางลังกามาสมมุติตามความเชื่อมากกว่า
ดังนั้นเมื่อประวัติผมไม่ทราบแน่ชัด จึงขอเล่าถึงรอยพระพุทธฉายตามศรัทธาของผมที่ได้ไปมาเองในปัจจุบันเท่านั้น
การขึ้นสักการะรอยพระพุทธฉายนั้น จะมีทางขึ้นอยู่สองชั้น ชั้นแรกเป็นบันไดปูนเดินสะดวก ราวบันไดเป็นพญานาคปูนปั้นประดับสวยงามตลอดแนวทางขึ้นชั้นแรก ความสูงและจำนวนขั้นบันไดในชั้นแรกก็เพียงแค่เมื่อยเข่าเท่านั้น เมื่อถึงชั้นแรกจะมีจุดนั่งพักเหนื่อย












ในส่วนทางขึ้นชั้นสองนั้นจะแยกไปสองทาง ทางขวามือจะแยกขึ้นไปทางเจดีย์ด้วน(ปัจจุบัน ทางขึ้นมีการสร้างศาลเจ้าเห้งเจียไว้ระหว่างทาง ซึ่งขับรถขึ้นมาได้จากอีกทาง ภูมิทัศน์จึงเปลี่ยนไปจนไม่เห็นทางขึ้นเดิม)ซึ่งหากจะเดินขึ้นไปเจดีย์ด้วน ต้องเดินขึ้นไปอีกไกลมาก จึงขอเล่าเฉพาะทางขึ้นด้านซ้ายเพื่อนำไปสักการะรอยพระพุทธฉาย ซึ่งทางขึ้นในส่วนชั้นสองนั้นเป็นบันไดปูนเล็กบ้าง สลับกันไปกับโขดหินหรือเนินดินบ้าง แต่มีความชันมากขึ้นแต่ก็ไม่อันตรายจนเกินไป ทางขึ้นชั้นสองนี้ชันขึ้นแต่ก็ไม่สูงมาก ผู้เฒ่าที่พอมีกำลังก็เดินขึ้นไหว แต่หนุ่มใหญ่ก็พอหอบ







เมื่อเดินขึ้นมาแล้วจะเห็นโขดหิดขนาดใหญ่เป็นแง่นออกมาชัดเจน และเมื่อเดินถึงฐานโขดหินนี้จะเห็นบันไดเล็กให้ไต่ขึ้นไปที่ระหว่างช่องของโขดหินนี้ ซึ่งนั่นก็คือที่ตั้งของรอยพระพุทธฉาย






รอยพระพุทธฉายอยู่ในช่องของโขดหิน


ทางขึ้นสักการะรอยพระพุทธฉายที่โขดหินนี้ รองรับคนขึ้นได้เพียงครั้งละไม่เกิน3-4คน เท่านั้น
เมื่อขึ้นไปแล้วเราจะพบรอยพระพุทธฉายนี้อยู่บนผนังหินในซอกกลางโขดหิน ให้เราได้สักการะ ด้วยเหตุที่รอยพระพุทธฉายนี้ปรากฏอยู่บนผนะงหิน แทนที่จะเป็นพื้นหินหรือพื้นราบโดยทั่วไป รอยพระพุทธฉายนี้จึงถูกเรียกว่า "พระพุทธบาทตะแคง"








ระหว่างสักการะพระพุทธบาทตะแคงกับผนังหินนี้ สามารถมองวิวทิวทัศน์ข้างล่างได้


ด้วยความศรัทธาจึงต้องมาหาคำตอบ จึงได้รู้ว่ารอยพระพุทธฉายที่วัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลงนี้ ไม่เหมือนที่อื่นในประเทศไทยที่ทั้งหมดตั้งอยู่บนพื้นหินหรือพื้นราบ แต่ที่นี้อยู่บนผนังหิน ซึ่งแปลกตาและแปลกในที่ตั้งอยู่มาก ยิ่งนึกย้อนไปในอดีตมากกว่า20กว่าปี ในขณะที่ความเชื่อและศรัทธาของผู้คนยังมากกว่านี้ (ไม่ได้หมายว่าความศรัทธาลดลง แต่หมายถึงปัจจุบันมีวัดซึ่งผันตัวเองเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มากขึ้น) การเดินทางและความเจริญยังไม่มาก ถนนหนทางที่ลำบาก การจะเดินทางมาที่วัดในงานประจำปี และการปฏิบัติในการเดินขึ้นไปสักการะรอยพระพุทธฉาย รวมถึงขึ้นไปสักการะเจดีย์ด้วน(เล่าไว้แล้วว่าขึ้นไปอีกไกลมาก)ต้องอาศัยความพยายามและอดทนพอสมควร จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมงานเขาสมอแคลงในอดีตจึงเป็นงานระดับจังหวัดมีผู้คนศรัทธาเดินทางมาจากทั่วทุกทิศ และมีงานรื่นเริงที่ผู้คนมาสนุกสนานกัน แต่ในปัจจุบันเขาสมอแคลงเป็นที่รู้จักในบริบทของที่ท่องเที่ยวชมวิวทิวทัศน์ของวัดเจ้าแม่กวนอิมหยกขาวและโรงเจ ซึ่งตั้งอยู่บนเขาสมอแคลงเท่านั้น
ชาวพิโลกรุ่นใหม่คงไม่ค่อยมีใครรู้จักวัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลง และงานเขาสมอแคลงที่มีขึ้นประมาณวันขึ้น13-15ค่ำเดือน3ของทุกปี วิธีปฏิบัติเริ่มเลือนหายไป กลายเป็นงานบุญประจำปีที่ไม่ค่อยมีผู้รู้จักและผู้คนมาเดิน

วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2557

สักการะพระพุทธบาทตะแคง วัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก

ในสมัยก่อน(ประมาณ20ปีขึ้นไป)เป็นที่ทราบกันในจังหวัดพิษณุโลกว่า ทุกๆปีจะมีงานประจำปีของจังหวัดใหญ่ๆอยู่3งานคือ
1.งานสมโภชองค์หลวงพ่อพระพุทธชินราชหรือที่ชาวพิโลกเรียกง่ายๆว่างานวัดใหญ่
2.งานกาชาด
3.งานวัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลงหรือเรียกง่ายๆว่างานเขาสมอแคลง


ด้วยความที่เป็นเด็กพิโลกโดยกำเนิด ดังนั้นในทุกๆปีตั้งแต่เด็ก ทั้งงานวัดใหญ่และงานกาชาดผมจะได้เที่ยวทุกปี เริ่มตั้งแต่พ่อแม่พาไปแต่เด็ก5-6ขวบ และเมื่ออายุได้ซัก10ขวบก็จะปั่นจักรยานไปเองถึงจะไกลหน่อยประมาณ10กม.แต่ก็ตามประสาเด็กๆ แต่เมื่อเข้าเรียนมัธยมนี่สบายสุด คือเดินไปเลยเพราะโรงเรียนประจำจังหวัดที่ผมเรียนนี่อยู่ใกล้ๆเลยทั้งงานกาชาดที่ต้องจัดที่ศาลากลางจังหวัดและงานวัดใหญ่ที่จัดที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร คือทุกครั้งที่มีงานต้องเดินผ่านแน่ๆไม่งั้นก็คงไม่ได้กลับบ้านก็เลยแวะทุกวันที่มีงาน เมื่อเข้ามัธยม4ก็ใช้มอไซด์เพราะเลิกขึ้นรถประจำทางแล้ว แต่เมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหงจนทำงานถึงปัจจุบันแล้วน่าจะ15ปีก็ไม่เคยได้ไปอีกเลย ถึงแม้เมื่อตอนเด็กจะได้เที่ยวทั้งงานวัดใหญ่กับงานกาชาดอยู่ออกบ่อย แต่มีอยู่งานนึงที่ยังไม่เคยได้ไปแม้ซักครั้งเดียวก็คืองานเขาสมอแคลง ซึ่งอาจเป็นเพราะงานเขาสมอแคลงจะจัดงานต่างอำเภอ คืออำเภอวังทอง ซึ่งตอนเด็กมาก การเดินทางไม่ค่อยสะดวกและพอโตมาหน่อยก็ไม่ได้ใคร่อยากไปมากนัก จึงทำให้เป็นงานเดียวที่ไม่เคยไปแม้ซักครั้ง
ซึ่งตัวผมเองเมื่อไม่เคยได้ไปงานเขาสมอแคลงก็ต้องขอแวะไปวัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลงซักครั้งนึง เพื่อหาคำตอบว่าเพราะอะไร เหตุใด งานเขาสมอแคลงในสมัยก่อน จึงเป็นงานใหญ่ระดับจังหวัด มีผู้คนมาสักการะรอยพระพุทธฉายจากทั่วสารทิศ

กล่าวถึงเขาสมอแคลงนั้น เป็นภูเขาขนาดย่อม สูงจากพื้นประมาณ200เมตร ตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางท้องทุ่ง ริมถนนทางไป อ.วังทอง หรือทางไป จ.เพชรบูรณ์ ประมาณหลักกิโลเมตรที่14-15 ซึ่งในอดีตคาดว่าน่าจะมีวัดที่ตั้งอยู่ที่เขาสมอแคลงนี้อยู่ถึง7วัด ซึ่งนั่นหมายความว่าบริเวณนี้ต้องเคยมีชุมชนขนาดใหญ่ตั้งอยู่เช่นกัน
อันเขาสมอแคลงนี้มีวัดสำคัญตั้งอยู่วัดนึงก็คือวัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตีนเขาด้านข้างค่อนไปด้านหลังของเขาสมอแคลง ซึ่งต้องเข้าไปตามทางประมาณ500เมตร ซึ่งต้องสังเกตุซุ้มประตูวัดให้ดีถึงจะเห็นทางเข้าวัด ซึ่งต้องขอบอกให้ชัดแจ้งว่าวัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลงนี้ ไม่ใช่วัดเจ้าแม่กวนอิมหยกขาวที่ใหญ่ที่สุดในโลก(วัดราชคีรีหิรัญยาราม) และไม่ใช่โรงเจไซทีฮุกตึ๊ง(ศาลเจ้าเห้งเจีย) ที่ตั้งอยู่เด่นชัดเป็นจุดสังเกตุและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งตั้งอยู่บนเขาสมอแคลงแต่อย่างใด

วัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลงนี้ มีสิ่งศักดิสิทธิ์สำคัญคือ รอยพระพุทธฉาย(รอยพระพุทธบาทบนผนังหิน) ซึ่งประวัติของรอยพระพุทธฉายนั้นไม่ชัดเจน โดยตำนานกล่าวว่าได้จำลองมาจากรอยพระพุทธฉายจากเขาสุมณกูฏในลังกา โดยพระเจ้าลิไท สมัยกรุงสุโขทัย โดยอิงตามหลักศิลาจารึกหลักที่8 ซึ่งกล่าวถึงการราชาภิเษกพระเจ้าลิไท การเสด็จแห่รอยพระพุทธพระพุทธบาทขึ้นเขา และอิงตามที่พระเจ้าลิไทเคยครองเมืองพิษณุโลกถึง7ปี เจือผสมกันไป แต่เมื่อได้ลองหาข้อมูลแล้วทราบว่า ศิลาจารึกหลักที่8 น่าจะกล่าวถึงเขาพระบาทใหญ่ ใน ต.เมืองเก่า จ.สุโขทัย(เขาสุมณกูฏ ซึ่งเป็นชื่อเขาสำคัญที่มีรอยพระพุทธบาทในลังกา) ซึ่งของสุโขทัยเอาชื่อทางลังกามาสมมุติตามความเชื่อมากกว่า
ดังนั้นเมื่อประวัติผมไม่ทราบแน่ชัด จึงขอเล่าถึงรอยพระพุทธฉายตามศรัทธาของผมที่ได้ไปมาเองในปัจจุบันเท่านั้น
การขึ้นสักการะรอยพระพุทธฉายนั้น จะมีทางขึ้นอยู่สองชั้น ชั้นแรกเป็นบันไดปูนเดินสะดวก ราวบันไดเป็นพญานาคปูนปั้นประดับสวยงามตลอดแนวทางขึ้นชั้นแรก ความสูงและจำนวนขั้นบันไดในชั้นแรกก็เพียงแค่เมื่อยเข่าเท่านั้น เมื่อถึงชั้นแรกจะมีจุดนั่งพักเหนื่อย












ในส่วนทางขึ้นชั้นสองนั้นจะแยกไปสองทาง ทางขวามือจะแยกขึ้นไปทางเจดีย์ด้วน(ปัจจุบัน ทางขึ้นมีการสร้างศาลเจ้าเห้งเจียไว้ระหว่างทาง ซึ่งขับรถขึ้นมาได้จากอีกทาง ภูมิทัศน์จึงเปลี่ยนไปจนไม่เห็นทางขึ้นเดิม)ซึ่งหากจะเดินขึ้นไปเจดีย์ด้วน ต้องเดินขึ้นไปอีกไกลมาก จึงขอเล่าเฉพาะทางขึ้นด้านซ้ายเพื่อนำไปสักการะรอยพระพุทธฉาย ซึ่งทางขึ้นในส่วนชั้นสองนั้นเป็นบันไดปูนเล็กบ้าง สลับกันไปกับโขดหินหรือเนินดินบ้าง แต่มีความชันมากขึ้นแต่ก็ไม่อันตรายจนเกินไป ทางขึ้นชั้นสองนี้ชันขึ้นแต่ก็ไม่สูงมาก ผู้เฒ่าที่พอมีกำลังก็เดินขึ้นไหว แต่หนุ่มใหญ่ก็พอหอบ







เมื่อเดินขึ้นมาแล้วจะเห็นโขดหิดขนาดใหญ่เป็นแง่นออกมาชัดเจน และเมื่อเดินถึงฐานโขดหินนี้จะเห็นบันไดเล็กให้ไต่ขึ้นไปที่ระหว่างช่องของโขดหินนี้ ซึ่งนั่นก็คือที่ตั้งของรอยพระพุทธฉาย






รอยพระพุทธฉายอยู่ในช่องของโขดหิน

วันอังคารที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2557

เที่ยวศรีสัช-วัดศรีชุม

เพียง90นาทีจากพิษณุโลกก็ถึงแล้ว "อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย"


ค่าเข้าชมหัวละ20บาท ผู้เฒ่ากว่า60ปีฟรี ค่ารถยนต์เข้าชม50บาท หรือจะปั่นสองล้อก็มีจุดบริการเช่า
จุดแรกที่ต้องไปคือขึ้นเขาพนมเพลิง แหล่งพระกรุชื่อดังของเมืองสุโขทัย


ทางขึ้นไม่ชันมาก จำนวนขั้นบันไดก็แค่พอปวดเข่า ร่มไม้พอมี(หน้าแล้ง)ถ้าหน้าน้ำคงเขียวชอุ่มและร่มรื่นมาก
ขึ้นมาแล้ว มานมัสการหลวงพ่อแห่งเขาพนมเพลิงก่อน ซึ่งสภาพถือว่าสมบูรณ์อยู่มากเมื่อเทียบกับเวลา7-800กว่าปีที่ล่วงมา





โดยส่วนตัว เมื่อขึ้นมาแล้วถือว่าโบราณสถานจุดนี้เล็กมาก พื้นที่บนยอดประมาณ1,000ตารางเมตร แต่คลาสสิค สมใจผมมาก

จุดต่อไปคือวัดช้างล้อม ซึ่งห่างจากเขาพนมเพลิงเพียง5นาที จุดเด่นคือเป็นเจดีย์ ซึ่งมีช้างทำจากศิลาแลงล้อมรอบองค์เจดีย์ ซึ่งแต่ละตัวขนาดไม่เท่ากันและเป็นช้างทั้งตัว ไม่เหมือนที่อื่นซึ่งมีเพียงส่วนหัวหรือช่วงคอเท่านั้น



ซึ่งผมเดินนับจำนวนช้างโดยรอบได้39ตัว ไม่ขาดไม่เกิน
ต่อจากนั้นยังมีจุดเข้าชมอีกหลายจุดไม่ว่าจะเป็นวัดเจดีย์เจ็ดแถว วัดนางพญา รวมถึงกำแพงเมืองต่างๆ ซึ่งถือว่าสภาพยังสมบูรณ์อยู่มาก



ใช้เวลาเพื่อชมให้ทั่วน่าจะ2-4ชม. แต่ครั้งหน้าคงจะต้องมาในหน้าฝนหรือหนาวและคงหาสองล้อมาปั่นเพื่อให้ทั่วอุทยานคงจะเพลินกว่านี้
เสร็จแล้วขับรถลงมาทางใต้อีกประมาณ60กม.เพื่อเข้าเมืองสุโขทัย มุ่งหน้าสู่เมืองเก่าเพื่อนมัสการ "พระอจนะ"แห่งวันศรีชุม ซึ่งเมื่อมาสุโขทัยครั้งใด ก็ต้องมานมัสการทุกครั้ง




สงกรานต์นี้ได้ไหว้พระทำบุญตามประสงค์แล้ว เพื่อกำลังใจปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

posted from Bloggeroid